Skip to content

การบันทึกรายได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม การส่งออก

การบันทึกรายได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม การส่งออก

การบันทึกรายได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม การส่งออก - เอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก มีดังนี้

รับทำบัญชี กิจการซื้อมาขายการส่งออก (อังกฤษ: export) หมายถึง การจัดส่งสินค้าและบริการจากต้นทางสู่ปลายทางในทางบก ทางน้ำหรือทางอากาศ โดยผู้ส่งสินค้าหรือบริการออกเรียกว่า “ผู้ส่งออก” ส่วนในทางการค้าระหว่างประเทศ การส่งออกหมายถึง การขายสินค้าและบริการในประเทศไปสู่ตลาดอื่น (ตลาดสากล)

ในการส่งออกและนำเข้าซึ่งสินค้าจะต้องมีหน่วยงานที่ต้องเกี่ยวข้องด้วยคือ กรมศุลกากร แม้ว่าจะเป็นการนำเข้าหรือส่งออกผ่านทางระบบอินเทอร์เน็ตเองก็จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับกรมศุลการกรด้วย และที่สำคัญต้องอยู่ภายใต้กฎหมายการนำเข้าและส่งออกของประเทศนั้น ๆ[1]

1. ใบขนสินค้าขาออก  (แบบ กศก.101/1 ) ใช้สำหรับการส่งออกในกรณี ดังต่อไปนี้

การส่งออกสินค้าทั่วไป, การส่งออกของส่วนบุคคลและเอกสิทธิ์, การส่งออกสินค้าประเภท ส่งเสริมการลงทุน (BOI), การส่งออกสินค้าจากคลังสินค้าทัณฑ์บน, การส่งออกสินค้าที่ขอชดเชยค่าภาษีอากร, การส่งออกสินค้าที่ขอคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ, การส่งออกสินค้าที่ต้องการใบสุทธินำกลับ, การส่งสินค้ากลับออกไป (RE-Export)

Proforma Invoice (PI) คือ เอกสารที่ใช้ในการเสนอราคา และเงื่อนไขในการจ่ายเงิน ผู้ส่งสินค้ามักจะทำเป็น Proforma Invoice ส่งไปให้ผู้ซื้อ เมื่อผู้ซื้อพอใจก็จะเปิด Credit สั่งซื้อสินค้าโดยอ้าง เลขที่และวันที่ ของ Proforma Invoice นั้นๆ ดังนั้น Proforma Invoice จึงใช้ได้ทั้งเป็นการเสนอขายและข้อตกลงแทนสัญญาซื้อขายไปในตัว

ใบนี้เป็นเอกสารสำคัญ  ที่บริษัท Shipping  ใช้สำหรับแนบไปกับเอกสารอื่นเพื่อออกของกับกรมศุลกากร

ใบแสดงการบรรจุหีบห่อ     (Packing List)

ใบแสดงการบรรจุหีบห่อ เอกสารที่ออกโดยผู้ส่งออกหรือผู้ขาย เพื่อมอบให้แก่ผู้ซื้อหรือผู้นำเข้า

            -วัน เดือน ปี
           -เลขที่ใบกำกับสินค้า
           -กรอกชื่อที่อยู่ของผู้รับปลายทาง
           -กรอกชนิดของพาหนะที่ขนส่ง
           -กรอกกำหนดเวลาที่พาหนะออกเดินทางไปจากท่าที่ส่งออก
           -ประเทศต้นทางที่บรรทุกและรหัส

ตามมาตรฐานควรเป็น Packing list ที่มีการแจ้งถึงรายละเอียดของสินค้าแต่ละชนิดบรรจุไวใ้นหีบ ห่อว่าเป็นอะไร มีน้ำหนักสุทธิ (Net Weight) น้ำหนักรวม ( Gross Weight) ของสินค้าแต่ละชนิด เท่าไร

BILL OF LADING หรือ AIRWAYBILL (ใบตราส่งทางเรือทางอากาศ)

Bill of Lading เป็นเอกสารที่ทางสายเรือ (Agent) หรือ ตวัแทน (Freight Forwarder) ออก ให้กับผู้ส่งออก (Shipper) เพื่อเป็นหลักฐานในการรับดำเนินการขนส่งสินค้าที่ไดร้ับมอบหมาย ส่งออกไปยังเมืองท่าปลายทาง B/L จึงเป็นเอกสารส่งออกที่จำเป็นเพราะเป็นเอกสารสัญญาระหว่าง ผู้จัดส่งกับผู้ส่งออก อีกทั้งยังเป็นหลักฐานแสดงความเป็นเจ้าของสินค้าของการน าเข้า B/L (Bill of Lading) สามารถออกไดเ้มื่อหลงัจากสายการเดินเรือได้รับบรรทุกสินค้าและ เรือได้ออกจากท่าเรือต้นทางแล้ว 1 วัน

ซึ่งวัตถุประสงค์ของใบ C/O นี้ ก็เพื่อรับรองสินค้าของผู้ส่งออกว่าส่งออกมาจากประเทศใด และผลิตได้ถูกต้องตามกฎที่ว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า สืบเนื่องจากหลายๆประเทศมีการใช้มาตรการกีดกันทางการค้า ทำให้เวลานำเข้าสินค้าบางชนิดในบางประเทศนั้น จำเป็นที่จะต้องแสดงว่าสินค้านั้นส่งออกหรือผลิตมาจากประเทศใด หากตรงกับเงื่อนไขถึงจะสามารถนำเข้าได้

ใบนี้คือใบที่ผู้นำเข้า (ผู้ซื้อสินค้า) จะส่งให้ผู้ส่งออก (ผู้ขาย) เพื่อเปิดออเดอร์สำหรับการสั่งซื้อ

คำสั่งกรมสรรพากร  ที่ ป.132/2548

เรื่อง      การคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยตามมาตรา 9 มาตรา 65 ทวิ (5) มาตรา 65 ทวิ (8) และมาตรา 79/4 แห่งประมวลรัษฎากร

       กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้รับมาหรือจ่ายไปซึ่งเงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สิน ซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศในระหว่างรอบระยะเวลาบัญชี ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวคำนวณค่าหรือราคาของเงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สินเป็นเงินตราไทยตามราคาตลาดในวันที่รับมาหรือจ่ายไปนั้น ทั้งนี้ ตามมาตรา 65 ทวิ (5) วรรคสอง แห่งประมวล  รัษฎากร

                               ราคาตลาดตามวรรคหนึ่ง กรณีการบันทึกบัญชี ณ วันที่เกิดรายการทรัพย์สิน หรือหนี้สิน หมายถึง

                              (1) อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราของธนาคารพาณิชย์ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ที่ได้ประกาศไว้ในการคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยในแต่ละวัน (อัตราซื้อหรืออัตราขาย) หรือ

                              (2) อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราตามอัตราอ้างอิงประจำวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศไว้ในการคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยในแต่ละวัน (อัตราซื้อถัวเฉลี่ยหรืออัตราขายถัวเฉลี่ย)

                                   ราคาตลาดตามวรรคหนึ่ง กรณีการได้รับเงินหรือจ่ายเงินเป็นเงินตราต่างประเทศ หมายถึง อัตราแลกเปลี่ยนที่เป็นจริงในทางปฏิบัติจากการนำเงินสกุลบาทไปแลกเป็นเงินสกุลต่างประเทศ หรือเกิดจากการนำเงินสกุลต่างประเทศไปแลกเป็นเงินสกุลบาท

 

  1. T/T (Telegraphic Transfer ) การชำระเงินค่าสินค้าด้วยการโอนเงิน T/T เป็นวิธีที่ผู้ซื้อ และผู้ขายตกลงกันเองว่าจะชำระเงินก่อน ทั้งจำนวน หรือบางทีอาจชำระบางส่วนก่อนเพื่อเป็นค่ามัดจำ (Deposit)  พอผู้ซื้อได้รับสินค้าก็จะมาชำระส่วนที่เหลือ ผู้ขายจะส่งเอกสาร (ตั๋ว) ให้กับผู้ซื้อ ซึ่งผู้ขายจะพอใจวิธีนี้เนื่องจากจะลดภาระเสี่ยงจากการเบี้ยวค่าสินค้า หรือการชำระล่าช้าได้ สามารถนำเงินส่วนนั้นไปลดต้นทุนดอกเบี้ย ชำระค่าวัตถุดิบ หรือค่าแรงระหว่างการผลิตได้เลย เป็นต้น แต่ทางกลับกันหากผู้ขายเองไม่มีคุณภาพด้านความรับผิดชอบ ความเสี่ยงก็จะไปอยู่ทางด้านผู้ซื้อ นั่นก็หมายความได้ว่าสินค้าที่ทำการซื้อขายนั้นเป็นที่ต้องการของตลาดมีศักยภาพในการทำกำไร และมีคู่แข่งน้อยในตลาด ผู้ซื้อถึงจะยอมรับในเงื่อนไขนี้


  2. L/C (Letter of Credit) ซึ่งจะเป็นแบบที่เพิกถอนไม่ได้ (Irrevocable) เป็นการชำระค่าสินค้าที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เนื่องจากเป็นวิธีที่มีหลักประกันสำหรับทั้ง 2 ฝ่ายทั้งผู้ซื้อ และผู้ขายว่า ผู้ขายสินค้าจะได้รับเงินค่าสินค้าเมื่อได้มอบสินค้าลงเรือ และผู้ซื้อจะได้รับสินค้าเมื่อจ่ายเงินแล้วนั่นเองหากทั้งคู่ทำตามเงื่อนไขต่างๆ ครบถ้วนและถูกต้อง Letter Of Credit นั้นในทางข้อกำหนดเรื่องระยะเวลาจะมี 2 อย่างคือ

Incoterms (International Commercial Terms) คือ เป็นข้อกําหนดในการส่งมอบสินค้า หรือเงื่อนไขการส่งมอบสินค้า โดยกำหนดเป็นมาตรฐานความหมายการค้าที่ใช้ตกลงในการทำสัญญาซื้อขายระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายที่เป็นสากล ได้รับการดูแลและคุ้มครองโดยสภาหอการค้านานาชาติ (ICC: International Chamber of Commerce) ซึ่งยึดติดกับการค้าสหประชาชาติหลัก เพื่อให้คู่ค้าทั้งผู้ซื้อ และผู้ขายทราบถึงขอบเขตความรับผิดชอบภาระค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงต่าง ๆ โดยช่วยให้ทั้งสองฝ่ายที่มีความแตกต่างทางวัฒนธรรมมีความเข้าใจตรงกัน

  • FOB – Free On Board

เงื่อนไข การส่งมอบนี้ ผู้ขายจะสิ้นสุดภาระการส่งมอบสินค้า เมื่อผู้ขายได้ส่งมอบสินค้าข้ามกาบเรือขึ้นไปบนเรือสินค้า ณ ท่าเรือต้นทางที่ระบุไว้ ผู้ขายเป็นผู้รับผิดชอบการทําพิธีการส่งออกด้วย ส่วนค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้า และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ รวมทั้งความเสี่ยงภัยในการขนส่งสินค้าเป็นภาระของผู้ซื้อในทันทีที่ของผ่านกาบระวางเรือไปแล้ว

  • CIF – Cost, Insurance & Freight

เงื่อนไข การส่งมอบนี้ ผู้ขายจะสิ้นสุดภาระการส่งมอบสินค้า เมื่อผู้ขายได้ส่งมอบสินค้าข้ามกาบเรือขึ้นไปบนเรือสินค้า ผู้ขายเป็นผู้รับผิดชอบในการทําพิธีการส่งออก จ่ายค่าระวางเรือ และค่าประกันภัยขนส่งสินค้า เพื่อคุ้มครองความเสี่ยงภัยในการขนส่งสินค้าจนถึงมือผู้ซื้อให้แก่ผู้ซื้อด้วย

ที่มา http://www.wice.co.th

การบันทึกรายได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม การส่งออก - Status ใบขนบอกอะไรบ้าง   

ใบขนสินค้าที่แสดง status 01 หมายถึง อยู่ในระหว่างการร่าง พร้อมชำระอากร 

ใบขนสินค้าที่แสดง status 02 หมายถึง ส่งผ่านระบบอิเล็คโทนิคไปยังกรมศุลกากรแล้ว 
- พร้อมตรวจปล่อย  เราต้องขนของลงเรือ (ถ้าส่งออก)

ใบขนสินค้าที่แสดง status 03 หมายถึง ได้รับการตอบรับจากกรมศุลกากรแล้ว (สินค้าได้รับการรับรองคอนเทนเนอร์ผ่านเขตการอารักขาศุลกากร)     
-  ผ่านการตรวจปล่อย  ขนสินค้าเข้าข้างในไปเรียบร้อยแล้ว -

ใบขนสินค้าที่แสดง status 04 หมายถึง ส่งออกสมบูรณ์ ซึ่งในที่นี้หมายถึงยานพาหนะที่ใช้บรรทุกสินค้าได้ออกเดินทางออกจากราชอาณาจักรไทย  
 -  ส่งสินค้าไปนอกราชอาณาจักรแล้ว ส่งออกแล้ว หรือลงเรือแล้ว -

การบันทึกรายได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม การส่งออก - หลักฐานที่ต้องเตรียมให้สรรพากร​

หลักฐานที่ต้องเตรียมให้สรรพากรตรวจสอบ เพื่อยืนยันความเป็นผู้ส่งออก ได้รับสิทธิ์ภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราร้อยละ 0

........(1) หลักฐานที่แสดงว่าผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ผลิตสินค้าดังกล่าวหรือซื้อสินค้าจากโรงงานผู้ผลิตหรือผู้ขายในประเทศ และโรงงานผู้ผลิตหรือผู้ขายในประเทศได้จัดทำใบกำกับภาษีเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ประกอบการจดทะเบียนตามมาตรา 82/4 และมาตรา 86 แห่งประมวลรัษฎากร

........(2) หลักฐานใบกำกับสินค้า (Invoice) ในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียน

........(3) หลักฐานการบรรจุหีบห่อ (Packing List) เว้นแต่สินค้าทีไม่จำต้องบรรจุหีบห่อ เช่น ไม้ เสาเข็ม เป็นต้น ก็ไม่จำต้องมี Packing List เพื่อแสดงต่อเจ้าพนักงานประเมิน

........(4) หลักฐานที่แสดงว่าจะมีการชำระราคาค่าสินค้าตามใบกำกับสินค้า(Invoice) ในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียน เช่น หลักฐานการเปิด L/C (Letter of Credit) หรือหลักฐานการจัดทำ T/T (Telex Transfer) หรือ T/P (Term of Payment) เป็นต้น กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่สามารถแสดงหลักฐานดังกล่าว แต่ได้บันทึกรายการส่งออกสินค้าในรายงานภาษีขาย รายงานสินค้าและวัตถุดิบ บัญชีเงินสดรับหรือบัญชีขาย ถือว่าผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหลักฐานที่แสดงว่ารับชำระราคาค่าสินค้าหรือมีหลักฐานที่แสดงว่าจะมีการชำระราคาค่าสินค้าตามใบกำกับสินค้า (Invoice) ในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียน

........(5) หลักฐานใบกำกับภาษีซื้อ และรายงานภาษีซื้อ

........(6) หลักฐานสำเนาใบขนสินค้าขาออกในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ผ่านพิธีการศุลกากรฉบับที่มีการสลักหลังการตรวจปล่อยสินค้าโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากร หรือหลักฐานอื่นที่แสดงว่ามีการตรวจปล่อยสินค้าโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากร

การบันทึกรายได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม การนำเข้า
การบันทึกรายได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม การส่งออก

การบันทึกรายได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม การส่งออก - รายงานภาษีขาย บันทึกรายได้

1. ในการบันทึกบัญชี รับรู้รายได้ ต้องใช้ อัตราแลกเปลี่ยน ธนาคารแห่งประเทศไทย ณ วันที่ในใบขนตาม Status 04

2. ในการรายงานยอดขาย ใบแบบ ภพ 30 (ยอดขายที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 0)  ต้องใช้ยอดเงิน FOB และอัตราแลกเปลี่ยนตามวันที่ในใบขน Status 02

ตามวิธีการทั้งสองแบบนี้จะเป็นวิธีการแจ้งยอดภพ 30 และ รายได้ที่ถูกต้องตามหลักสรรพากร และ มาตราฐานบัญชี ซึ่งจะต้องมีการกระทบยอด ภพ 30 กับ ภงด 50 ตอนสิ้นปี

แต่ในการปฏิบัติกันมาของกิจการส่วนมาก จะเป็น 2 วิธีดังนี้

ก. บันทึกยอดตามภพ 30 และรายงานภาษีขาย รวมทั้งรับรู้รายได้ตามเรท กรมศุลกากร

(ถูกต้องการเกณฑ์สรรพากรที่ใช้ยอด FOB ในการจัดทำรายงานภาษีขาย แต่ไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์การรับรู้รายได้ทางบัญชี และทำให้บันทึกรายได้ต่ำกว่า เพราะเรทอัตราแลกเปลี่ยนกรมศุลกากรมักจะต่ำว่าอัตราแลกเปลี่ยนธนาคารไทย)

หรือ

ข. บันทึกยอดตามภพ 30 และรายงานภาษีขาย รวมทั้งรับรู้รายได้ตามอัตราแลกเปลี่ยนธนาคารแห่งประเทศไทย ณ  วันที่ในใบขน status 04

(วิธีนี้จะถูกต้องตามมาตราฐานการบัญชี รวมทั้งยังใช้อัตราแลกเปลี่ยน BOT ซึ่งจะมากกว่าอัตราแลกเปลี่ยนของกรมศุลกากร (ตามวิธีที่ ก.) เพราะอัตราแลกเปลี่ยนของกรมศุลกากรจะใช้อัตราเดียวตลอดทั้งเดือน และส่วนมากจะมีเรทอัตราแลกเปลี่ยนที่ต่ำกว่าธนาคารไทย หรือ ธนาคารแห่งประเทศไทย)

การทำทั้งสองวิธีนี้จะทำให้ยอดตาม ภพ 30 เท่ากับภงด 50 กิจการจึงไม่ต้องกระทบยอด

การบันทึกรายได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม การส่งออก ขั้นตอนทางบัญชีและภาษี

ที่มา https://www.facebook.com/Suthep.Pongpitak

1. กรณีกิจการได้รับคำสั่งซื้อ (P/O: Purchase Order) จากผู้ซื้อในต่างประเทศ ยังไม่ถือว่ากิจการมีการขายสินค้าโดยการส่งออกแต่อย่างใด

2. กิจการได้ออกใบตราส่งสินค้า (Performa Invoice) เพื่อนำไปใช้ประกอบการขออนุมัติส่งออกต่อเจ้าพนักงานกรมศุลกากร ณ จุดนี้ก็ยังไม่ถือว่ากิจการมีการขายสินค้าโดยการส่งออกเช่นเดียวกัน

3. กิจการขนย้ายสต๊อกสินค้าไปยังท่าเรีอเพื่อเตรียมการส่งมอบสินค้าให้แก่ลูกค้า เนื่องจากยังไม่มีการส่งมอบสินค้าให้แก่ลูกค้า

จึงยังไม่ถือเป็นการขาย แต่มีการเคลื่อนย้ายสต๊อกออกจากคลังสินค้า

กิจการจึงต้องบันทึกตัดสินค้าที่เตรียมการส่งออกจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบ

แต่เนื่องจากกิจการยังไม่ได้ส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ซื้อ จึงต้องบันทึกรายการสินค้าไว้ในบัญชีสินค้าระหว่างทาง (Goods in Transit)numquam, error, est. Ea, consequatur.

4. กิจการดำเนินพิธีการทางศุลกากร มีเอกสาร "ใบขนสินค้า" เกิดขึ้น ณ จุดนี้มีผลต่อระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม กล่าวคือ 

(1) ถือว่าความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นตามมาตรา 78 (4) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งเป็นผลให้กิจการได้สิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 0%
 
(2) กิจการต้องบันทึกรายงานภาษีขาย ด้วยราคา เอฟ.โอ.บี. ตามมาตรา 79/1 (1) แห่งประมวลรัษฎากร 

- กรณีที่กิจการยังได้รับชำระราคาสินค้า ให้เลือกใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่ธนาคารพาณิชย์รับซื้อ (Buying Rate) ของธนาคารพาณิชย์ที่กิจการใช้บริการอยู่นั้น หรือจะเลือกใช้อัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้ แต่เมื่อได้เลือกใช้อัตราแลกเปลี่ยนเพื่อการคำนวณเงินตราต่างประเทศให้เป็นเงินตราไทยของธนาคารประเภทใดแล้ว ให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารนั้นตลอดไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรให้เปลี่ยนแปลง "ธนาคาร" ได้ 

- กรณีที่กิจการได้รับชำระค่าสินค้าไว้ก่อนแล้ว ให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่ธนาคารพาณิชย์รับซื้อ ตามที่ได้บันทึกรายการรับชำระเงินค่าสินค้านั้น

5. เมื่อมีการนำสินค้าลงเรือเดินทะเลเพื่อส่งไปให้แก่ผู้ซื้อในต่างประเทศ 

(1) กรณีการขายสินค้าด้วยเงื่อนไข CIF ยังไม่ถือว่า กิจการได้ส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ซื้อ จึงยังไม่มีการบันทึกบัญชีเพื่อรับรู้รายได้จากการส่งออกสินค้าแต่อย่างใด 

(2) กรณีการขายสินค้าด้วยเงื่อนไข FOB ถือได้ว่า กิจการได้ส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ซื้อสินค้าแล้ว ให้บันทึกรับรู้รายได้จากการส่งออกสินค้า ตามมาตรา 65 ทวิ (5) แห่งประมวลรัษฎากร 

- กรณีที่กิจการยังได้รับชำระราคาสินค้า ให้เลือกใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่ธนาคารพาณิชย์รับซื้อ (Buying Rate) ณ วันที่ส่งมอบสินค้านั้น ของธนาคารพาณิชย์ที่กิจการใช้บริการอยู่นั้น หรือจะเลือกใช้อัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้ แต่เมื่อได้เลือกใช้อัตราแลกเปลี่ยนเพื่อการคำนวณเงินตราต่างประเทศให้เป็นเงินตราไทยของธนาคารประเภทใดแล้ว ให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารนั้นตลอดไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรให้เปลี่ยนแปลง "ธนาคาร" ได้ 

- กรณีที่กิจการได้รับชำระค่าสินค้าไว้ก่อนแล้ว ให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่ธนาคารพาณิชย์รับซื้อ ตามที่ได้บันทึกรายการรับชำระเงินค่าสินค้านั้น

6. เมื่อสินค้าถึงท่าเรือในต่างประเทศ 

(1) กรณีการขายสินค้าด้วยเงื่อนไข CIF ถือได้ว่า กิจการได้ส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ซื้อสินค้าแล้ว ให้บันทึกรับรู้รายได้จากการส่งออกสินค้า ตามมาตรา 65 ทวิ (5) แห่งประมวลรัษฎากร 

- กรณีที่กิจการยังได้รับชำระราคาสินค้า ให้เลือกใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่ธนาคารพาณิชย์รับซื้อ (Buying Rate) ณ วันที่ส่งมอบสินค้านั้น ของธนาคารพาณิชย์ที่กิจการใช้บริการอยู่นั้น หรืออัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารแห่งประเทศไทย ตามทีกิจการได้เลือกใช้อัตราแลกเปลี่ยนเพื่อการคำนวณเงินตราต่างประเทศให้เป็นเงินตราไทยของธนาคารประเภทใดประเภทหนึ่งแล้ว ให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารนั้นตลอดไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรให้เปลี่ยนแปลง "ธนาคาร" ได้ 

- กรณีที่กิจการได้รับชำระค่าสินค้าไว้ก่อนแล้ว ให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่ธนาคารพาณิชย์รับซื้อ ตามที่ได้บันทึกรายการรับชำระเงินค่าสินค้านั้น

(2) กรณีการขายสินค้าด้วยเงื่อนไข FOB เนื่องจากกิจการได้ส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ซื้อแล้วตั้งแต่จุดที่ 5 แล้ว จึงยังไม่ต้องบันทึกบัญชีเพื่อรับรู้รายได้จากการส่งออกสินค้าอีกแต่อย่างใด 

7. เมื่อมีการรับชำระหนี้ค่าสินค้าไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ให้กิจการบันทึกการรับชำระราคาค่าสินค้าที่เป็นเงินตราต่างประเทศ ตามมาตรา 65 ทวิ (5) แห่งประมวลรัษฎากร โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่ธนาคารพาณิชย์รับซื้อ (Buying Rate) ณ วันที่ได้รับชำระราคานั้น ของธนาคารพาณิชย์ที่กิจการใช้บริการอยู่นั้น

8. เมือสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี หากยังได้รับชำระหนี้ไม่หมด ให้กิจการปรับปรุงอัตราแลกเปลี่ยนให้เป็นไปตามแลกเปลี่ยนที่ธนาคารพาณิชย์รับซื้อ (Buying Rate) ณ วันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีนั้น

(1) กรณีวันสินรอบระยะเวลาบัญชีตรงกันปีปฏิทิน กรมสรรพากรได้มีการประกาศอัตราแลกเปลี่ยน ให้กิจการใช้อัตราแลกเปลี่ยนตามที่กรมสรรพากรได้ประกาศนั้นคำนวณเงินตราต่างประเทศให้เป็นเงินตราไทย

(2) กรณีวันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีไม่ตรงกับปีปฏิทิน ให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่ธนาคารพาณิชย์รับซื้อ (Buying Rate) ณ วันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีนั้น ของธนาคารพาณิชย์ที่กิจการใช้บริการอยู่นั้น หรืออัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารแห่งประเทศไทย ตามทีกิจการได้เลือกใช้อัตราแลกเปลี่ยนเพื่อการคำนวณเงินตราต่างประเทศให้เป็นเงินตราไทยของธนาคารประเภทใดประเภทหนึ่งแล้ว ให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารนั้นตลอดไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรให้เปลี่ยนแปลง "ธนาคาร" ได้

9. ในรอบระยะเวลาบัญชีปีถัดไปที่มีการรับชำระหนี้ ให้ถือปฏิบัติเช่นเดียวกับรายการตามข้อ 7 ข้างต้น

การบันทึกรายได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม การส่งออก -
เอกสารประกอบการบันทึกบัญชีในขั้นตอนต่างๆ แบบง่าย

  1.  ขายเชื่อ    บันทึกบัญชี รายได้ เอกสาร ใบขนสินค้าขาออก + BL + PL + Commercial invoice + อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ในใบขน ตาม  Status 0409 (ขายเชื่อ)
  2. บันทึกบัญชีรับชำระหนี้ – ใบรับโอนเงินจากต่างประเทศของจากธนาคาร + Commercial invoice + สมุดบัญชี (ตรวจว่าเงินเข้าตรงกับใบโอนจากธนาคาร)
  3. บันทึกค่าใช้จ่ายในการส่งออก -เอกสารของทาง Shipping เอกสารที่ใช้ใบแจ้งหนี้จาก Shipping + ใบกำกับภาษี +เอกสารทดลองจ่าย(ถ้ามี)+ หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ที่ชิปปิ้งกระทำการแทน ไม่ต้องบันทึกบัญชีแต่เป็นหลักฐานว่าได้กระทำการหัก ณ ที่จ่ายแทนเรียบร้อยแล้ว
  4. บันทึกการจ่ายชำระหนี้ ชิปปิ้ง ใบเสร็จรับเงิน / ใบกำกับภาษี จาก Shipping + หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย + เช็ค หรือใบโอนเงิน + ควรแนบ INV หรือ ระบุว่าเป็นการส่งออก inv ฉบับใด

  5. ปรับอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันทำการสุดท้ายของปี ด้วยอัตราแลกเปลี่ยนธนาคารแห่งประเทศไทย

คุณ Pui Warunee (3 พฤษภาคม 2559 เวลา 19:24 น.)
ปุจฉา: 

สมมุตินะค่ะ เปิด PO ซื้อสินค้าต่างประเทศ. usd.100 แต่ยังไม่ได้รับสินค้าปี 2558 แต่มีการโอนเงินสินค้าล่วงหน้าตามนี่ค่ะ วันที่ 1/10/2558 โอนเงิน usd 50 rate 30 บาท 1,500 บาท วันที่ 10/11/2558โอนเงิน usd 20 rate 31 บาท 620 บาท วันที่15/12/58โอนเงิน usd 20 rate 32 บาท 640 บาท โอนทั้ง 3 ครั้งเป็นเงิน usd 90 เป็นเงินบาท 2,760 บาท ตอนบันทึกรายการ

เดบิต เงินมัดจำค่าสินค้า..... 2,760 บาท 
......เครดิต ธนาคาร........................... 2,760 บาท 

และตอนสิ้นปีต้องปรับ rate สิ้นปีไหมคะ (กำลังคิดว่าไม่น่าจะปรับ เพราะตัวนี้ไม่ถือว่าเป็นหนี้สินหรือทรัพย์สินที่คงค้างเป็นเงินตราต่างประเทศใช่ไหมคะ.)

สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วิสัชนา: 

กรณีบริษัทฯ ต้องนำรายการเงินตรา ทรัพย์สิน และหนี้สิน ที่มีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศที่เหลืออยู่ในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีมาปรับปรุงค่าหรือราคาให้เป็นเงินตราไทย ตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์รับซื้อหรือขาย ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ ทั้งนี้ ตามมาตรา 65 ทวิ (5) วรรคหนึ่ง (ก) แห่งประมวลรัษฎากร และหากเกิดผลกำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน บริษัทฯ มีสิทธินำมารวมคำนวณเป็นรายได้หรือรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร (หนังสือกรมสรรพากรเลขที่ กค 0706/3027 ลงวันที่ 11 เมษายน 2549) 

ดังนั้น หากทรัพย์สิน หรือหนี้สิน ได้ถูกแปลงค่าให้เป็นเงินตราไทยไปแล้ว ย่อมไม่ต้องด้วยเงื่อนไขตามมาตรา 65 ทวิ (5) แห่งประมวลรัษฎากร กรณีที่บริษัทฯ ได้ชำระหนี้สินด้งกล่าวแล้ว US$ 90 ไปแล้ว จึงไม่ต้องปรับปรุงมูลค่าให้เป็นเงินตราไทยอีก

นอกจากนี้ กรณีบริษัทฯ ได้มีการลงทุนระยะยาวเพื่อหวังเงินปันผลในบริษัทที่ตั้งอยู่ในต่างประเทศ เป็นเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐอเมริกา บริษัทฯ ได้บันทึกต้นทุนของเงินลงทุนดังกล่าวเป็นเงินตราไทย ตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่มีการจ่ายเงินชำระค่าหุ้น ตามมาตรา 65 ทวิ (3) แห่งประมวลรัษฎากร กรณีดังกล่าวเนื่องจากบริษัทฯ ไม่มีภาระผูกพันเป็นเงินตราต่างประเทศที่เหลืออยู่ในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี บริษัทฯ จึงไม่ต้องปรับปรุงมูลค่าของเงินลงทุนหรือทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงตามอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทย ตามมาตรา 65 ทวิ (5) วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร (หนังสือกรมสรรพากรเลขที่ : กค 0706/352 ลงวันที่ 14 มกราคม 2548)

คุณ Peachana Pitaktigul ได้โพสต์ไปเมื่อ 15 ก.ค. 2556 ว่า

"เรียนถามท่านสุเทพ เนื่องด้วยทางบริษัทประกอบธุรกิจเป็นตัวแทนในการส่งออก มีการรับรู้รายได้จากการเป็นตัวแทนส่งออก (มี VAT ด้วย) แต่ถ้าจะต้องการเพิ่มรายได้ของธุรกิจ โดยการจัดหาสินค้าเพื่อส่งออกให้กับลูกค้าชาวต่างชาติเท่านั่น โดยรายได้จะเท่ากับราคาสินค้าบวกค่าบริการ (คิดเป็น % ตามมูลค่าของสินค้า) ซึ่งมูลค่านี้จะเท่ากับยอดส่งออกตามใบขนขาออกคำถามมีดังนี้

1) การรับรู้รายได้ดังกล่าวจะต้องมี VAT รึเปล่าค่ะ
2) หลักฐานในการรับรู้รายได้จะต้องมีเอกสารใดประกอบค่ะ
3) ส่วนค่าใช้จ่ายที่เป็นต้นทุนแยกออกเป็น2ประเภทคือ
– ซื้อสินค้ากับผู้ประกอบการที่จดทะเบียน VAT ใบกำกับที่มีขอคืนได้ไหมค่ะ
– ซื้อสินค้าจากบุคคลหรือร้านค้าทั่วไปมีแต่นามบัตรกับบิลเงินสดจะสามารถลงค่าใช้จ่ายได้รึเปล่าค่ะ ควรจะใช้หลักฐานใดได้บ้างเพื่อลงต้นทุน

คำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับธุรกิจการด้านขนส่ง

การขนส่งภายในประเทศเป็นธุรกิจได้รับยกเว้นVAT ถูกต้องใช่มั๊ยค่ะแต่ถ้าเป็นการขนส่งทางรถเพื่อส่งออกตามชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านจะถือว่าเป็นธุรกิจในอัตรา0 หรือยกเว้น VAT ค่ะ

ขอขอบพระคุณอย่างสูงมาณ.ที่นี้ค่ะ"

เรียน คุณ Peachana Pitaktigul ต่อคำถาม เกี่ยวกับการส่งออก

1. การส่งออกถือเป็นการประกอบกิจการ "ขายสินค้า" ที่อยู่ในข่ายที่ต้องเสียภาษีมูลค่า เพิ่ม ในอัตรา 0% ทั้งนี้ เฉพาะกรณีที่บริษัทฯ ผ่านพิธีการทางศุลกากร แต่ถ้าส่งออกโดยทางไปรษณีย์ หรือนำติดตัวออกไปต่างประเทศ หรือทางคูเรียร์ ที่ไม่ผ่านพิธีการทางศุลกากร บริษัทฯ ต้องมีภาระ VAT ในอัตรา 7% เพราะไม่เข้าหลักเกณฑ์การส่งออกที่จะได้สิทธิอัตรา 0%

2. หลักฐานในการรับรู้รายได้ แบ่งเป็น

(1) กรณีภาษีเงินได้นิติบุคคล ให้ใช้หลักฐานอินวอยส์ทางกาค้าทั่วไป โดยต้องรับรู้รายได้เมือมีการส่งมอบสินค้าให้แก่ลูกค้า ซึ่งต้องพิจารณาจากเงื่อนไขการขาย คือ FOB หรือ CIF แล้วแต่กรณี

(2) กรณีภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้ศึกษาจากแนวทางปฏิบัติตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 97/2543

3. เมื่อบริษัทฯ ได้จดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว บริษัทฯ ย่อมมีสิทธินำภาษีซื้อตามหลักฐานใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ออกให้ และไม่เข้าเงื่อนไขเป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากร มาถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องชำระตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากรได้

กรณีบริษัทฯ ซื้อสินค้าจากบุคคลหรือร้านค้าทั่วไป มีแต่เพียงนามบัตรกับบิลเงินสด นั้น บริษัทฯ ต้องสามารถพิสูจน์ผู้รับได้ว่าเป็นใคร จึงจะสามารถนำมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ โดยไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (18) แห่งประมวลรัษฎากร
โดยทั่วไป หลักฐานที่อาจพิสูจน์ได้ว่าใครเป็นผู้รับ มีอาทิ
– Invoice (ใบส่งของ)
– Tax Invoice (ใบกำกับภาษี)
– ประกอบกับ สำเนาภาพถ่าย และต้นขั้วเช็คชีดคล่อมที่ระบุ "A/C payee only" เว้นแต่ไม่มีหลักฐานข้างต้นก็ใช้เฉพาะหลักฐานตามข้อนี้
– สำเนาบัตรประชาชนของผู้ประกอบการที่เป็นผู้รับเงินค่าสินค้าอย่างแท้จริง (มิใช่ไมหยิบฉวยของผู้ใดมา)

เกี่ยวกับธุรกิจการด้านขนส่ง

– การให้บริการขนส่งภายในประเทศ และการให้บริการขนส่งระหว่างประเทศ ซึ่งมิใช่เป็นการขนส่งโดยอากาศยาน หรือเรือเดินทะเล เป็นกิจการที่ได้รับยกเว้น VAT ตามมาตรา 81 (1)(ณ) และ (ด) แห่งประมวลบรัษฎากร แล้วแต่กรณี ถูกต้องครับ

– การใน้บริการขนส่งระหว่างประเทศทาง โดยอากาศยานหรือเรือเดินทะเล เท่านั้น ที่ได้สิทธิเสีย VAT ในอัตรา 0% ตามมาตรา 80/1 (3) แห่งประมวลรัษฎากร

อย่างไรก็ตาม การให้บริการขนส่งในราชอาณาจักรโดยอากาศยาน เป็นกิจการที่ผู้ประกอบการมีสิทธิแจ้งต่ออธิบดีกรมสรรพากรเพื่อขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และเสียภาษีมูลค่าเพิ่มได้ตามมาตรา 81/3 (3) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับมาตรา 3 (3) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 241) พ.ศ. 2534

ที่มา..www.facebook.com/Suthep.Pongpitak

ข้อหารือ
          บริษัทฯ ประกอบกิจการขายปลีกและส่งท่อโลหะทุกชนิด มีความประสงค์จัดทำรายการในใบส่งสินค้า ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน เป็นภาษาต่างประเทศและเป็นหน่วยเงินตราต่างประเทศ เนื่องจากบริษัทฯ ได้รับคำสั่งซื้อจากผู้ซื้อในต่างประเทศ แต่ ให้จัดส่งสินค้าแก่ลูกค้าของผู้ซื้อซึ่งอยู่ในราชอาณาจักร จึงเป็นการขายสินค้าในราชอาณาจักรตามมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร แต่บริษัทฯ ต้องจัดทำใบกำกับภาษีให้แก่ผู้ซื้อในต่างประเทศตามมาตรา 82/4 และมาตรา 86 แห่งประมวลรัษฎากร บริษัทฯ จึงขอ อนุมัติจัดทำรายการในใบส่งสินค้าและใบกำกับภาษีเป็นหน่วยเงินตราต่างประเทศ ตามข้อ 5 (1) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 92) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์การขออนุมัติจัดทำรายการในใบกำกับภาษีเป็นภาษาต่างประเทศ หรือเป็นหน่วยเงินตราต่างประเทศ ตามมาตรา 86/4 และมาตรา 86/6 แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2542
แนววินิจฉัย
          1. ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งมีความประสงค์จัดทำรายการในใบกำกับภาษีเป็นหน่วยเงินตราต่างประเทศจะต้องได้รับ อนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรก่อน ทั้งนี้ ตามมาตรา 86/4 และมาตรา 86/6 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 4 ของประกาศ อธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 92)ฯ ลงวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2542 และผู้ประกอบการที่มีสิทธิขออนุมัติ จะต้องเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งประกอบกิจการตามข้อ 5 (1) และ (2) ของประกาศอธิบดีฉบับดังกล่าว 
          2. กรณีบริษัทฯ ได้รับคำสั่งซื้อจากผู้ซื้อในต่างประเทศ แต่ให้ส่งสินค้าแก่ลูกค้าของผู้ซื้อซึ่งอยู่ในราชอาณาจักร โดยที่สินค้า ดังกล่าวไม่ได้ส่งออกนอกราชอาณาจักรเพื่อส่งไปต่างประเทศ การประกอบกิจการของบริษัทฯ จึงเป็นการขายสินค้าในราชอาณาจักร ไม่เข้าลักษณะตามข้อ 5 (1) และ (2) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 92)ฯ ลงวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2542 บริษัทฯ จึงไม่มีสิทธิจัดทำใบกำกับภาษีเป็นหน่วยเงินตราต่างประเทศ ตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร 
          อย่างไรก็ดี กรณีที่บริษัทฯ ได้ออกใบกำกับภาษีมีรายการครบถ้วนตามมาตรา 86/4 และมาตรา 86/6 แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว หากบริษัทฯ ประสงค์จะเพิ่มเติมรายการหน่วยเงินตราต่างประเทศไว้ในใบกำกับภาษีดังกล่าวก็สามารถกระทำได้

Related Articles | บทความที่คุณอาจสนใจ

การค้นหาที่เกี่ยวข้องกับ รับทำบัญชี ส่งออก ภาษีส่งออกสินค้า รับทําบัญชีอิสระ pantip วิธีคำนวณภาษีส่งออก รายงานภาษีขาย ส่งออก ภาษีนำเข้า ส่งออก vat 0 ปัญหาภาษี ผู้ส่งออก ต้องระวัง ภาษีส่งออกสินค้าเกษตร ภาษีส่งออกต่างประเทศ

Bee-Accountant service

Our mission

Bee Accountant ยึดมั่นในความถูกต้อง โปร่งใส ตรงเวลา งานได้คุณภาพ ตรวจสอบได้จากทุกหน่วยงาน เช่น กรมสรรพากร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า  คปภ และหน่วยงานอื่นๆ

บริษัท บี.อี. แอคเคาน์ติ้ง เซอร์วิสเซส จำกัด
สำนักงานใหญ่ TAX ID 0105561120432

Contact us

Scroll Up

BeE Accountant

we'd love to have your feedback on your experience so far