ปัญหา บัญชี ภาษี ที่เกี่ยวข้องกับ คลินิก

ปัญหาบัญชี ภาษี ที่เกี่ยวข้องกับ คลินิก

รับทำบัญชี กิจการซื้อมาขายปัญหาบัญชี ภาษี ที่เกี่ยวข้องกับ คลินิก ความงาม รวมถึง คลินิกทันตกรรม (ร้านหมอฟัน) คลินิกทันตกรรมเด็ก คลินิกทันตกรรมเฉพาะทาง คลินิกรักษาโรคแผนปัจจุบัน คลินิกรักษาโรคแผนไทย นอกเหนือไปจากคลินิกความงาน เสริมความงามทั่วไป หรือเสริมความงามเฉพาะ

ปัญหาบัญชี ภาษี ที่เกี่ยวข้องกับ คลินิก  รวมรวมจากการเข้ารับงานทำบัญชี และภาษีให้กับบริษัท / ห้าง ที่ดำเนินการคลินิกประเภทต่างๆ แบ่งตามหัวข้อได้ดังนี้

ปัญหาบัญชี ภาษี ที่เกี่ยวข้องกับ คลินิก

กรณีประกอบกิจการในนามของนิติบุคคล ไม่มีใบอนุญาตให้ประกอบกิจการ “สถานพยาบาล” 
(นอกจากจะผิดต่อพระราชบัญญัติสถามพยาบาล พ.ศ. 2541 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง)

 รายได้ที่ไดัรับ ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร

และเป็นรายได้ที่อยู่ในข่ายที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

ปัญหาบัญชี ภาษี ที่เกี่ยวข้องกับ คลินิก ​

ข้อหารือ

          บริษัท ท. ประกอบกิจการเป็นตัวแทนโฆษณาและรับจ้างผลิตงานโฆษณาได้ทำสัญญาเช่าอาคารจากบริษัท น. ตามหนังสือสัญญาเช่าฉบับลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2547 มีกำหนดระยะเวลาเช่า 6 ปี นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2547 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 โดยมีสิทธิต่อสัญญาเช่าได้อีก 3 ปี ซึ่งบริษัทฯ ต้องทำสัญญาเช่าใหม่โดยไม่มีค่าสิทธิการเช่า บริษัทฯ ได้ทำการต่อเติมปรับปรุงอาคารเช่าดังกล่าว มีค่าใช้จ่ายออกแบบตกแต่งภายในค่าก่อสร้างงานปรับปรุงภายใน ปูพื้น กั้นห้อง ทำผนัง เพดาน ประตู รวมถึง Built-in furniture งานระบบไฟฟ้างานระบบปรับอากาศและระบายอากาศ งานระบบป้องกันเพลิง งานระบบสุขาภิบาล และงานวางท่อโทรศัพท์ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 25,194,326 บาทในปี 2548 และเป็นเงินทั้งสิ้น 136,683 บาทในปี 2549 ตามสัญญาฉบับดังกล่าวเมื่อครบกำหนดระยะเวลาการเช่าบริษัทฯ ต้องส่งมอบพื้นที่เช่าทรัพย์สินส่วนควบอาคารรวมทั้งส่วนประกอบอาคารทั้งเก่าและใหม่ในสภาพที่ดีให้แก่ผู้ให้เช่า

          บริษัทฯ ขอทราบว่า

          1. บริษัทฯ ต้องคำนวณหักค่าเสื่อมราคาส่วนต่อเติมและปรับปรุงอาคารเช่าในอัตราร้อยละ 5 ตามอัตรา ค่าเสื่อมราคาสำหรับอาคาร หรือสามารถหักค่าเสื่อมราคาในอัตราร้อยละ 100 หารด้วยจำนวนปีอายุการเช่า ตามพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน (ฉบับที่ 145) พ.ศ. 2527

          2. บริษัทฯ มีค่าใช้จ่ายจากการเช่าต้นไม้เพื่อวางในบริเวณต่าง ๆ ภายในบริษัทฯเป็นรายเดือน บริษัทฯ มีสิทธินำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้หรือไม่

แนววินิจฉัย
          1. กรณีตาม 1. ค่าต่อเติมและปรับปรุงอาคารเช่า เป็นการทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สิน ถือเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุน ก่อให้เกิดประโยชน์เกินกว่าหนึ่งรอบระยะเวลาบัญชีต้องห้ามมิให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ ตามมาตรา 65 ตรี (5) แห่งประมวลรัษฎากร แต่มีสิทธินำไปหักเป็นค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาตามมาตรา 65 ทวิ (2) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับมาตรา 4(5) แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 145) พ.ศ. 2527 เมื่อบริษัทฯ ได้ต่อเติมและปรับปรุงอาคารเช่าโดยมิได้มีการรื้อของเดิมทิ้ง บริษัทฯ จะนำค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินส่วนที่ยังตัดไม่หมดไปหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิทั้งจำนวนไม่ได้ต้องหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาต่อไปจนหมด เว้นแต่บริษัทฯ ได้มีการรื้อหรือทำลายทรัพย์สินนั้น บริษัทฯ จึงมีสิทธิตัดต้นทุนที่เหลืออยู่เป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิทั้งจำนวนในปีที่มีการรื้อหรือทำลายได้

          อนึ่ง การหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาต้นทุนดังกล่าวต้องหักในฐานะเป็นมูลค่าต้นทุนของอาคารถาวรซึ่งบริษัทฯ หักได้ไม่เกินร้อยละ 5 ของมูลค่าต้นทุนนั้น ตามมาตรา 4 (1) แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 145) พ.ศ. 2527

          2. กรณีตาม 2. รายจ่ายค่าเช่าต้นไม้ เพื่อวางในบริเวณต่าง ๆ ภายในบริษัทฯ เป็นรายเดือน เข้าลักษณะเป็นรายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ บริษัทฯมีสิทธินำไปถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (13) แห่งประมวลรัษฎากร

-- ค่าเสื่อมราคาหักอัตราร้อยละ 5 / ระยะเวลา 20 ปี--

ข้อหารือ


: บริษัทฯ ได้เช่าอาคารและพื้นที่เพื่อใช้เป็นสำนักงานและจำหน่ายสินค้า โดยได้ลงทุนตกแต่ง พื้นที่ดังกล่าวและลงบัญชีเป็นค่าตกแต่งตัดจำหน่ายในอัตราที่กฎหมายกำหนด ต่อมาได้มีการตกแต่งใหม่  โดยที่ค่าตกแต่งเดิมยังตัดไม่หมด จึงหารือว่า บริษัทฯ จะตัดค่าตกแต่งเดิมที่เหลือออกจากบัญชีได้หรือไม่   อย่างไร

 


แนววินิจฉัย


: ค่าตกแต่งอาคารและพื้นที่เป็นการทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สินถือเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุน  ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์เกินกว่าหนึ่งรอบระยะเวลาบัญชีต้องห้ามมิให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณ  กำไรสุทธิ ตามมาตรา 65 ตรี (5) แห่งประมวลรัษฎากร

 

แต่มีสิทธินำไปหักเป็นค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคา ตามมาตรา 65 ทวิ (2) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับมาตรา 4(5)แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 145) พ.ศ. 2527

 

กรณีที่บริษัทฯ ได้มีการตกแต่งสำนักงานใหม่ โดยมิได้มีการรื้อของเดิมทิ้ง บริษัทฯ จะนำค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินส่วนที่ยังตัดไม่หมดไปหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณ กำไรสุทธิทั้งจำนวนไม่ได้ ต้องหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาต่อไปจนหมด

 

เว้นแต่บริษัทฯ ได้มีการรื้อ หรือได้ทำลายทรัพย์สินนั้น บริษัทฯ จึงจะมีสิทธิตัดต้นทุนที่เหลืออยู่เป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิทั้ง จำนวนในปีที่มีการรื้อหรือทำลายได้

- ถ้าต้องการ Write - off ต้องรื้อทิ้ง ถ้าไม่มีการรื้อถอนต้องหัก ค่าเสื่อมราคาจนครบ--

ข้อหารือ

          บริษัท ท. ประกอบกิจการเป็นตัวแทนโฆษณาและรับจ้างผลิตงานโฆษณาได้ทำสัญญาเช่าอาคารจากบริษัท น. ตามหนังสือสัญญาเช่าฉบับลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2547 มีกำหนดระยะเวลาเช่า 6 ปี นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2547 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 โดยมีสิทธิต่อสัญญาเช่าได้อีก 3 ปี ซึ่งบริษัทฯ ต้องทำสัญญาเช่าใหม่โดยไม่มีค่าสิทธิการเช่า

             บริษัทฯ ได้ทำการต่อเติมปรับปรุงอาคารเช่าดังกล่าว มีค่าใช้จ่ายออกแบบตกแต่งภายในค่าก่อสร้างงานปรับปรุงภายใน ปูพื้น กั้นห้อง ทำผนัง เพดาน ประตู รวมถึง Built-in furniture งานระบบไฟฟ้างานระบบปรับอากาศและระบายอากาศ งานระบบป้องกันเพลิง งานระบบสุขาภิบาล และงานวางท่อโทรศัพท์ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 25,194,326 บาทในปี 2548 และเป็นเงินทั้งสิ้น 136,683 บาทในปี 2549

             ตามสัญญาฉบับดังกล่าวเมื่อครบกำหนดระยะเวลาการเช่าบริษัทฯ ต้องส่งมอบพื้นที่เช่าทรัพย์สินส่วนควบอาคารรวมทั้งส่วนประกอบอาคารทั้งเก่าและใหม่ในสภาพที่ดีให้แก่ผู้ให้เช่า


          บริษัทฯ ขอทราบว่า


          1. บริษัทฯ ต้องคำนวณหักค่าเสื่อมราคาส่วนต่อเติมและปรับปรุงอาคารเช่าในอัตราร้อยละ 5 ตามอัตรา ค่าเสื่อมราคาสำหรับอาคาร หรือสามารถหักค่าเสื่อมราคาในอัตราร้อยละ 100 หารด้วยจำนวนปีอายุการเช่า ตามพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน (ฉบับที่ 145) พ.ศ. 2527


          2. บริษัทฯ มีค่าใช้จ่ายจากการเช่าต้นไม้เพื่อวางในบริเวณต่าง ๆ ภายในบริษัทฯเป็นรายเดือน บริษัทฯ มีสิทธินำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้หรือไม่

 
แนววินิจฉัย

          1. กรณีตาม 1. ค่าต่อเติมและปรับปรุงอาคารเช่า เป็นการทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สิน ถือเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุน ก่อให้เกิดประโยชน์เกินกว่าหนึ่งรอบระยะเวลาบัญชีต้องห้ามมิให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ ตามมาตรา 65 ตรี (5) แห่งประมวลรัษฎากร แต่มีสิทธินำไปหักเป็นค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาตามมาตรา 65 ทวิ (2) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับมาตรา 4(5) แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 145) พ.ศ. 2527 เมื่อบริษัทฯ ได้ต่อเติมและปรับปรุงอาคารเช่าโดยมิได้มีการรื้อของเดิมทิ้ง บริษัทฯ จะนำค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินส่วนที่ยังตัดไม่หมดไปหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิทั้งจำนวนไม่ได้ต้องหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาต่อไปจนหมด เว้นแต่บริษัทฯ ได้มีการรื้อหรือทำลายทรัพย์สินนั้น บริษัทฯ จึงมีสิทธิตัดต้นทุนที่เหลืออยู่เป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิทั้งจำนวนในปีที่มีการรื้อหรือทำลายได้


          อนึ่ง การหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาต้นทุนดังกล่าวต้องหักในฐานะเป็นมูลค่าต้นทุนของอาคารถาวรซึ่งบริษัทฯ หักได้ไม่เกินร้อยละ 5 ของมูลค่าต้นทุนนั้น ตามมาตรา 4 (1) แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 145) พ.ศ. 2527


          2. กรณีตาม 2. รายจ่ายค่าเช่าต้นไม้ เพื่อวางในบริเวณต่าง ๆ ภายในบริษัทฯ เป็นรายเดือน เข้าลักษณะเป็นรายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ บริษัทฯมีสิทธินำไปถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (13) แห่งประมวล

สำหรับค่าตอบแทนที่แพทย์ได้รับ ซึ่งจะถือเป็นเงินได้ พึงประเมินตามมาตรา 40(6) แห่งประมวลรัษฎากร ต้องปรากฏว่า

1. แพทย์ได้เปิดคลินิกรักษาคนไข้เป็นการส่วนตัว หรือ
2. แพทย์ทำสัญญาหรือ ตกลงกับสถานพยาบาล

         เพื่อขอใช้สถานที่ เครื่องมือและ อุปกรณ์
         เพื่อประกอบโรคศิลปะในนามของแพทย์ เพื่อตรวจและรักษาผู้ป่วย

         แพทย์เป็นผู้เรียกเก็บค่าตรวจรักษาเองและมีข้อตกลงแบ่งเงินค่าตรวจรักษาที่ได้รับจากผู้ป่วยให้แก่สถานพยาบาลเป็นลายลักษณ์อักษร หรือ

         แพทย์ทำสัญญาหรือตกลงกับ สถานพยาบาลเพื่อขอใช้สถานที่เครื่องมือและอุปกรณ์เพื่อประกอบโรคศิลปะในนามของแพทย์เพื่อ ตรวจและรักษาผู้ป่วย และมี ข้อตกลงแบ่งเงินค่าตรวจรักษาที่ได้รับจากผู้ป่วย โดยสถานพยาบาลเป็นผู้เรียกเก็บค่าตรวจรักษาแทนแพทย์ แล้วนำมาจ่ายให้กับแพทย์เพื่อแบ่งรายได้ให้สถานพยาบาล

         เงินได้ที่แพทย์เรียกเก็บจากผู้ป่วยทั้งจำนวนเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (6) แห่งประมวลรัษฎากร มิใช่เฉพาะส่วนแบ่งที่เหลือหลังจากหักส่วนแบ่งของสถานพยาบาลออก

        1. หากค่าตอบแทนที่แพทย์ได้รับเนื่องจากการจ้างแรงงาน ค่า ตอบแทนดังกล่าว ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) แห่งประมวลรัษฎากร แม้ว่างานที่ปฏิบัตินั้นจะใช้วิชาการทางการประกอบ โรคศิลปะอันเป็นวิชาชีพอิสระก็ตาม และเงินได้เนื่องจาก การจ้างแรงงาน หมายรวมถึง เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใดๆ บรรดาที่ได้รับ เนื่องจากการจ้างแรงงาน


          2. หากค่าตอบแทนที่แพทย์ได้รับเนื่องจากหน้าที่หรือ ตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ ซึ่งรวมถึง เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใดๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งที่ทำหรือ จากการรับทำงานให้ ไม่ว่าหน้าที่หรือตำแหน่งงานหรืองานที่ รับทำให้นั้นจะเป็นการประจำหรือชั่วคราว ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตาม มาตรา 40(2) แห่งประมวลรัษฎากร

เป็นรายได้ตามมาตรา 40(2)
          

หากค่าตอบแทนที่แพทย์ได้รับเนื่องจากหน้าที่หรือ ตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ ซึ่งรวมถึง เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใดๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งที่ทำหรือ จากการรับทำงานให้ ไม่ว่าหน้าที่หรือตำแหน่งงานหรืองานที่ รับทำให้นั้นจะเป็นการประจำหรือชั่วคราว ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตาม มาตรา 40(2) แห่งประมวลรัษฎากร

เงินได้เนื่องจากหน้าที่ หรือตำแหน่งที่ทำ หรือจากการรับทำงานให้ ในกรณีนี้จะแตกต่างจากเงินได้ตามมาตรา 40(1) ตรงที่จะไม่มี นายจ้าง-ลูกจ้าง แต่จะมี ผู้ว่าจ้าง-ผู้รับจ้าง โดยผู้รับจ้างจะได้เงินจากผู้ว่าจ้างตามผลงานที่ทำสำเร็จ / หวังผลสำเร็จของงาน   อาจจะเป็นในแง่ของปริมาณงานหรือเวลาก็ได้ครับ เช่น เงินได้จากการเข้าเวรที่โรงพยาบาลอื่น ที่ไม่ใช่โรงพยาบาลที่ทำงานประจำอยู่

ถ้าเป็นคลินิกนอกเวลาที่โรงพยาลที่แพทย์ได้รับเงินเดือน 40(1)  รายได้จากคลินิกรวมเป็นเงินได้ 40(1) ด้วย

แต่ถ้าเป็นจะสถานพยาบาล เงินได้จากคลินิกนอกเวลาถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(2)


การที่แพทย์เป็นลูกจ้างประจำอยู่แล้ว รับเงินเดือน เป็นรายได้ 40(1) แล้วทำงานเพิ่มนอกเวลาทำการปกติให้กับโรงพยาบาลที่เป็นนายจ้าง ซึ่งจะมีรายได้ที่ไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับปริมาณคนไข้ หรือเวลาที่ทำงาน รายได้ที่โรงพยาบาลจ่ายให้แพทย์เพิ่มเติมนั้นจะต้องถือว่าเป็นค่าจ้างอันมาจากสัญญาจ้างแรงงานทั้งสิ้น ซึ่งก็คือเงินได้ 40(1) เช่นเดียวกับค่าทำงานล่วงเวลา

การที่แพทย์เป็นลูกจ้างประจำอยู่แล้ว รับเงินเดือน เป็นรายได้ 40(1) แล้วทำงานเพิ่มนอกเวลาทำการปกติให้กับโรงพยาบาลที่เป็นนายจ้าง ซึ่งจะมีรายได้ที่ไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับปริมาณคนไข้ หรือเวลาที่ทำงาน รายได้ที่โรงพยาบาลจ่ายให้แพทย์เพิ่มเติมนั้นจะต้องถือว่าเป็นค่าจ้างอันมาจากสัญญาจ้างแรงงานทั้งสิ้น ซึ่งก็คือเงินได้ 40(1) เช่นเดียวกับค่าทำงานล่วงเวลา

ข้อหารือ

          นาย ก. ได้รับเงินเดือนและได้รับเงินจากการตรวจรักษาผู้ป่วยที่ คลินิกพิเศษนอกเวลาราชการของโรงพยาบาล โดยมี หนังสือข้อตกลงการประกอบโรคศิลปะ ซึ่งแพทย์เป็นผู้เรียกเก็บค่าตรวจรักษาจากผู้ป่วย และ มีการตกลงแบ่งรายได้จากค่าตรวจ รักษาให้โรงพยาบาลตามอัตราส่วนที่กำหนด

        เงินรายได้จากการตรวจรักษาผู้ป่วยที่คลินิก พิเศษนอกเวลาราชการดังกล่าว คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลได้มีเอกสารรับรองเป็นค่าตอบแทนจากการประกอบวิชาชีพอิสระ ตาม มาตรา 40(6) แห่ง ประมวลรัษฎากร

        ซึ่งนาย ก.ได้ยื่นเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของปีภาษี 2551 แล้ว แต่เมื่อเดือนกันยายน 2552 นาย ก. เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 40(2) แห่งประมวลรัษฎากร นาย ก.

         จึงขอทราบว่า เงินได้จากการตรวจผู้ป่วยในคลินิกพิเศษนอก เวลาราชการเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทใด


แนววินิจฉัย

          1. หากค่าตอบแทนที่แพทย์ได้รับเนื่องจากการจ้างแรงงาน ค่า ตอบแทนดังกล่าว ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) แห่งประมวลรัษฎากร แม้ว่างานที่ปฏิบัตินั้นจะใช้วิชาการทางการประกอบ โรคศิลปะอันเป็นวิชาชีพอิสระก็ตาม และเงินได้เนื่องจาก การจ้างแรงงาน หมายรวมถึง เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใดๆ บรรดาที่ได้รับ เนื่องจากการจ้างแรงงาน


          2. หากค่าตอบแทนที่แพทย์ได้รับเนื่องจากหน้าที่หรือ ตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ ซึ่งรวมถึง เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใดๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งที่ทำหรือ จากการรับทำงานให้ ไม่ว่าหน้าที่หรือตำแหน่งงานหรืองานที่ รับทำให้นั้นจะเป็นการประจำหรือชั่วคราว ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตาม มาตรา 40(2) แห่งประมวลรัษฎากร


          3. สำหรับค่าตอบแทนที่แพทย์ได้รับ ซึ่งจะถือเป็นเงินได้ พึงประเมินตามมาตรา 40(6) แห่งประมวลรัษฎากร ต้องปรากฏว่าแพทย์ได้เปิดคลินิกรักษาคนไข้เป็นการส่วนตัว หรือแพทย์ทำสัญญาหรือ ตกลงกับสถานพยาบาลเพื่อขอใช้สถานที่ เครื่องมือและ อุปกรณ์เพื่อประกอบโรคศิลปะในนามของแพทย์ เพื่อตรวจและรักษาผู้ป่วยโดย แพทย์เป็นผู้เรียกเก็บค่าตรวจรักษาเองและมีข้อตกลงแบ่งเงินค่าตรวจรักษาที่ได้รับจากผู้ป่วยให้แก่สถานพยาบาลเป็นลายลักษณ์อักษร หรือแพทย์ทำสัญญาหรือตกลงกับ สถานพยาบาลเพื่อขอใช้สถานที่เครื่องมือและอุปกรณ์เพื่อประกอบโรคศิลปะในนามของแพทย์เพื่อ ตรวจและรักษาผู้ป่วย และมี ข้อตกลงแบ่งเงินค่าตรวจรักษาที่ได้รับจากผู้ป่วย โดยสถานพยาบาลเป็นผู้เรียกเก็บค่าตรวจรักษาแทนแพทย์ แล้วนำมาจ่ายให้กับแพทย์เพื่อแบ่งรายได้ให้สถานพยาบาล เงินได้ที่แพทย์เรียกเก็บจากผู้ป่วยทั้งจำนวนเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (6) แห่งประมวลรัษฎากร มิใช่เฉพาะส่วนแบ่งที่เหลือหลังจากหักส่วนแบ่งของสถานพยาบาลออก


          กรณีตามข้อเท็จจริง หากนาย ก.ทำสัญญาหรือข้อตกลงกับ มหาวิทยาลัยมหิดลเพื่อขอใช้สถานที่ เครื่องมือและอุปกรณ์ เพื่อประกอบโรคศิลปะในนามของนาย ก. เพื่อตรวจและรักษาผู้ป่วย และมีข้อ ตกลงแบ่งค่าตรวจรักษาที่ได้รับจากผู้ป่วย โดย มหาวิทยาลัยมหิดลเป็นผู้เรียกเก็บค่าตรวจรักษาแทนนาย ก. แล้วนำมาจ่ายให้กับนาย ก. เพื่อ แบ่งรายได้ให้มหาวิทยาลัยมหิดลต่อไป เงินได้ที่นาย ก.เรียกเก็บจากผู้ป่วยทั้งจำนวนเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(6) แห่งประมวล รัษฎากร มิใช่เฉพาะ เงินส่วนแบ่งที่เหลือหลังจากหักส่วนแบ่งของมหาวิทยาลัยมหิดลออกแล้ว

เงินเดือนแพทย์ เจ้าของคลินิกเป็นเงินได้ 40(1)
เงินได้แพทย์ ผู้ทำรักษา 40(2)
รายได้แบ่งเงินได้จากแพทย์ที่ทำสัญญาเช่ายืมอุปกรณ์พื้นที่คลินิกประกอบการรักษา เงินได้แพทย์ ทั้งจำนวนเป็นเงินได้ 40(6)  เงินส่วนแบ่งที่คลินิกได้รับเป็นค่าบริการพื้นที่ ซึ่งหากมีมูลค่าเกิน 1.8 ล้านบาท ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม


เป็นเงินรายได้ค่านายหน้า เงินได้ตามมาตรา40 (2)

หากดำเนินการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ด้วยความสำคัญผิด ให้ทำหนังสือแจ้งต่ออธิบดีกรมสรรพากรเพื่อขอออกจากระบบภาษีมูลค่าเพิ่มเนื่องจากสำคัญผิด  สามารถส่งจดหมายตรงไปที่ฝ่ายกฎหมายกรมสรรพากร หรือ ส่งเรื่องผ่านพื้นที่ที่กิจการตั้งอยู่

หากดำเนินการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ด้วยความสำคัญผิด ให้ทำหนังสือแจ้งต่ออธิบดีกรมสรรพากรเพื่อขอออกจากระบบภาษีมูลค่าเพิ่มเนื่องจากสำคัญผิด  สามารถส่งจดหมายตรงไปที่ฝ่ายกฎหมายกรมสรรพากร หรือ ส่งเรื่องผ่านพื้นที่ที่กิจการตั้งอยู่

ในกรณีที่คลินิกมีการออกใบกำกับภาษี ค่ารักษาพยาบาล ทางสำนักงานแนะนำให้ท่านปรึกษา สรรพากรพื้นที่ฝ่ายกำกับดูแลกิจการก่อนดำเนินการขอถอนใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

หลักเกณฑ์ที่ใช้ในการพิจารณาว่าเป็น "สถานพยาบาล" ที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (1)(ฌ) แห่งประมวลรัษฎากร (NON-VAT)

ได้แก่พระราชบัญญัติสถามพยาบาล พ.ศ. 2541 ได้บัญญัตินิยามศัพท์คำวา "สถานพยาบาล" ไว้ดังนี้


สถานพยาบาล หมายความว่า สถานที่รวมตลอดถึงยานพาหนะซึ่งจัดไว้เพื่อการประกอบโรคศิลปะตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะการประกอบวิชาชีพเวชกรรมตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพเวชกรรม การประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ หรือการประกอบวิชาชีพทันตกรรมตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพทันตกรรม ทั้งนี้ โดยกระทำ เป็นปกติธุระ ไม่ว่าจะได้รับประโยชน์ตอบแทนหรือไม่ แต่ไม่รวมถึงสถานที่ขายยาตามกฎหมายว่าด้วยยา ซึ่งประกอบธุรกิจการขายยาโดยเฉพาะ

1. ในทางหลักการบัญชีที่รับรองโดยทั่วไป ได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณารายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนไว้ดังนี้

(1) หลักกรรมสิทธิ์ (Ownership Principle) ได้แก่ รายจ่ายที่ได้จ่ายไปแล้วนั้นก่อให้เกิดกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินถาวร (Fixed Asset) เช่น ค่าซื้อที่ดิน อาคารหรือโรงเรือน สิ่งปลูกสร้างเครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องใช้สำนักงาน เครื่องตกแต่ง หรือเฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น

(2) หลักประโยชน์ใช้สอย (Benefit Principle) ได้แก่ รายจ่ายที่ได้จ่ายไปนั้น แม้จะไม่ก่อให้เกิดกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินถาวร แต่ก็ก่อให้เกิดประโยชน์ใช้สอยที่มีกำหนดเวลายาวนานเกินกว่าหนึ่งรอบระยะเวลาบัญชี เช่น ต้นทุนเพื่อการได้มาซึ่งสิทธิการเช่า ต้นทุนเพื่อการได้มาซึ่งแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สูญหรือสิ้นไปได้ ต้นทุนเพื่อการได้มาซึ่งสูตร กรรมวิธี เครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ หรือสิทธิประโยชน์อย่างอื่น เป็นต้น

(3) หลักความมีนัยสำคัญ (Material Principle) หลักเกณฑ์ข้อนี้เป็นเสมือนหนึ่งข้อควรคำนึงประกอบการพิจารณาหลักเกณฑ์สองข้อแรกดังกล่าวว่า แม้รายจ่ายนั้นจะก่อให้เกิดกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินถาวร หรือก่อให้เกิดสิทธิประโยชน์ในการใช้ทรัพย์สินถาวรหรือทรัพย์สินใดๆ ที่มีกำหนดเวลาเกินกว่าหนึ่งรอบระยะเวลาบัญชีแล้ว ยังต้องคำนึงถึงจำนวนเงินที่จ่ายไปนั้นว่า เป็นจำนวนมากเพียงพอที่จะรับรู้เป็นทรัพย์สินถาวรหรือไม่

2. กล่าวสำหรับในทางภาษีอากรนั้น กำหนดยอมรับหลักเกณฑ์ในการพิจารณาเกี่ยวกับรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนตามหลักเกณฑ์ทางบัญชีดังกล่าว เฉพาะแต่เพียงสองหลักเกณฑ์แรก คือ หลักกรรมสิทธิ์ และหลักประโยชน์ใช้สอยเท่านั้น

 

ถ้าอายุการใช้งานเกินกว่า 1 รอบบัญชีต้องบันทึกเป็นทรัพย์สิน คิดค่าเสื่อมราคา เมื่อแตกหักสูญหาย สามารถตัดจำหน่ายได้ตามมูลค่าทางบัญชี

ถ้าอายุการใช้งานน้อยกว่า 1 รอบบัญชี บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายประจำงวด

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipisicing elit. Optio, neque qui velit. Magni dolorum quidem ipsam eligendi, totam, facilis laudantium cum accusamus ullam voluptatibus commodi numquam, error, est. Ea, consequatur.

พระราชกฤษฎีกา
ออกตามความในประมวลรัษฎากร
ว่าด้วยการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน (ฉบับที่ 473)
พ.ศ.2551
-------------------------------------
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2551
เป็นปีที่ 63 ในรัชกาลปัจจุบัน

มาตรา 4 จัตวา การหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินประเภทคอมพิวเตอร์ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซื้อ ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ หรือได้มาซึ่งสิทธิการใช้ แล้วแต่กรณี เพื่อมีไว้ในการประกอบกิจการของตนเอง ทั้งนี้ เฉพาะทรัพย์สินที่ได้มาและอยู่ในสภาพพร้อมที่จะใช้ได้ตามประสงค์ตั้งแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้มีผลใช้บังคับ ให้หักได้ดังต่อไปนี้

                                                        (1) ภายในสามรอบระยะเวลาบัญชีนับแต่วันที่ได้ทรัพย์สินนั้นมา ในกรณีที่รอบระยะเวลาบัญชีใดไม่เต็มสิบสองเดือน ให้เฉลี่ยตามส่วนสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีนั้น โดยจะเลือกใช้วิธีการทางบัญชีที่รับรองทั่วไปวิธีใดก็ได้

                                                        (2) กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีสินทรัพย์ถาวรซึ่งไม่รวมที่ดินไม่เกินสองร้อยล้านบาทและมีการจ้างแรงงานไม่เกินสองร้อยคน ให้หักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาเบื้องต้นในวันที่ได้ทรัพย์สินนั้นมาในอัตราร้อยละสี่สิบของมูลค่าต้นทุน สำหรับมูลค่าต้นทุนส่วนที่เหลือให้หักตามเงื่อนไขและอัตราที่กำหนดไว้ใน (1)

                             ทรัพย์สินประเภทคอมพิวเตอร์ตามวรรคหนึ่งหมายความว่า เครื่องอิเล็กทรอนิกส์แบบอัตโนมัติ ทำหน้าที่เสมือนสมองกลใช้สำหรับแก้ปัญหาต่างๆ ทั้งที่ง่ายและซับซ้อน โดยวิธีทางคณิตศาสตร์ตลอดจนอุปกรณ์ของคอมพิวเตอร์อันได้แก่ เครื่องมือ เครื่องใช้ เครื่องช่วยหรือเครื่องประกอบกับคอมพิวเตอร์ รวมทั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพื่อให้คอมพิวเตอร์ใช้งานได้ตามวัตถุประสงค์”

ค่า maintenance ระบบ ทางบริษัทผู้พัฒนาโปรแกรม คิดค่าใช้จ่ายเป็นรายเดือน ดังนั้นจึงเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีในการคำนวณกำไรสุทธิทางภาษี

คำตอบเทียบเคียงกับอุปกรณ์ในร้านอาหาร


คุณ Suwanna Jermmahanon (11 สิงหาคม 2558 เวลา 14:20 น.)
ปุจฉา: กราบเรียนอาจาร์สุเทพ ที่เคารพค่ะ
รบกวนสอบถามเกี่ยวกับธุรกิจร้านอาหาร ถ้วย ชาม ช้อน หม้อต่างๆ ที่กิจการซื้อมาต้องบันทึกบัญชีเป็นทรัพย์สิน แล้วคิดค่าเสื่อมราคาหรือไม่คะ   เนื่องจากมูลค่าต่อชิ้นไม่มาก และง่ายต่อการเสียหายหรือจะสามารถบันทึกบัญชีเป็นค่าใช้จ่ายได้เลยหรือไม่คะ ขอบคุณคะ

 

สุเทพ พงษ์พิทักษ์


วิสัชนา:

รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุน

หลักเกณฑ์ในการพิจารณารายการรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุน

1. ในทางหลักการบัญชีที่รับรองโดยทั่วไป มีข้อสรุปเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ในการพิจารณารายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนไว้ดังนี้

(1) หลักกรรมสิทธิ์ (Ownership Principle) ได้แก่ รายจ่ายที่ได้จ่ายไปแล้วนั้นก่อให้เกิดกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินถาวร (Fixed Asset) เช่น ค่าซื้อที่ดิน อาคารหรือโรงเรือน สิ่งปลูกสร้างเครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องใช้สำนักงาน เครื่องตกแต่ง หรือเฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น

(2) หลักประโยชน์ใช้สอย (Benefit Principle) ได้แก่ รายจ่ายที่ได้จ่ายไปนั้น แม้จะไม่ก่อให้เกิดกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินถาวร แต่ก็ก่อให้เกิดประโยชน์ใช้สอยที่มีกำหนดเวลายาวนานเกินกว่าหนึ่งรอบระยะเวลาบัญชี เช่น ต้นทุนเพื่อการได้มาซึ่งสิทธิการเช่า ต้นทุนเพื่อการได้มาซึ่งแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สูญหรือสิ้นไปได้ ต้นทุนเพื่อการได้มาซึ่งสูตร กรรมวิธี เครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ หรือสิทธิประโยชน์อย่างอื่น เป็นต้น

(3) หลักความมีนัยสำคัญหรือหลักสาระสำคัญ (Materiality Principle) หลักเกณฑ์ข้อนี้เป็นเสมือนหนึ่งข้อควรคำนึงประกอบการพิจารณาหลักเกณฑ์สองข้อแรกดังกล่าวว่า แม้รายจ่ายนั้นจะก่อให้เกิดกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินถาวร หรือก่อให้เกิดสิทธิประโยชน์ในการใช้ทรัพย์สินถาวรหรือทรัพย์สินใดๆ ที่มีกำหนดเวลาเกินกว่าหนึ่งรอบระยะเวลาบัญชีแล้ว ยังต้องคำนึงถึงจำนวนเงินที่จ่ายไปนั้นว่า เป็นจำนวนมากเพียงพอที่จะรับรู้เป็นทรัพย์สินถาวรหรือไม่


กล่าวโดยสรุป ลักษณะของสินทรัพย์ถาวรในทางหลักการทางบัญชีประกอบด้วย
• มีรูปร่าง มีตัวตน
• มีไว้ใช้งาน
• มีอายุการใช้งานมากกว่า 1 ปี
• มีการเสื่อมสภาพ
• มีมูลค่าพอสมควร


2. ในทางภาษีอากรยอมรับหลักเกณฑ์ในการพิจารณาเกี่ยวกับรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนตามหลักเกณฑ์ทางภาษีอากรดังกล่าว เฉพาะแต่เพียงสองหลักเกณฑ์แรกเท่านั้น คือ หลักกรรมสิทธิ์ และหลักประโยชน์ใช้สอยเท่านั้น

ในส่วนของธุรกิจร้านอาหาร ถ้วย ชาม ช้อน หม้อต่างๆ ที่แม้มูลค่าต่อชิ้นไม่มาก และง่ายต่อการเสียหาย กิจการซื้อมาต้องบันทึกบัญชีเป็นทรัพย์สิน แล้วคิดค่าเสื่อมราคา ไม่อาจบันทึกบัญชีเป็นค่าใช้จ่ายได้เลย

ตามแนวคำตอบข้อหารือของกรมสรรพากรด่อไปนี้

แม้ทรัพย์สินของบริษัทฯ จะมีมูลค่าเป็นจำนวนมากถึง 726 ล้านบาท บริษัทฯ ก็ไม่อาจนำทรัพย์สินแต่ละรายการที่มีค่าไม่เกิน 2,000 บาท ซึ่งถือว่าเป็นมูลค่าเล็กน้อยมาถือเป็นรายจ่ายทั้งจำนวนได้เพราะต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (5) แต่เพื่อความสะดวกในทางปฏิบัติบริษัทฯ จะนำทรัพย์สินที่ได้มาใหม่ ไม่ว่าจะมีมูลค่าเกินกว่า 2,000 บาท หรือต่ำกว่า 2,000 บาท มาตั้งเป็นบัญชีทรัพย์สินกลุ่มเดียวกันในบัญชีเดียวกันได้ และในการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาในรอบระยะเวลาบัญชีปีแรกที่ได้ทรัพย์สินนั้นมา ให้คำนวณหักตามส่วนเฉลี่ยแห่งระยะเวลาที่ได้ทรัพย์สินนั้นมา (ทีละรายการ) ส่วนในปีต่อๆ ไป บริษัทฯ สามารถคิดค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาจากยอดรวมทรัพย์สินกลุ่มนั้นได้เต็มปี และถ้าหากทรัพย์สินรายการใดเสื่อมสภาพหรือสูญหาย บริษัทฯ ก็สามารถตัดหรือจำหน่ายเฉพาะรายการนั้นออกจากบัญชีทรัพย์สิน (เพื่อถือเป็นรายจ่าย) ตามยอดคงเหลือในบัญชีได้ (หนังสือกรมสรรพากรที่ กค 0810/542 ลงวันที่ 14 มกราคม 2518)


ในส่วนของธุรกิจร้านอาหาร ถ้วย ชาม ช้อน หม้อต่างๆ ที่แม้มูลค่าต่อชิ้นไม่มาก และง่ายต่อการเสียหาย กิจการซื้อมาต้องบันทึกบัญชีเป็นทรัพย์สิน แล้วคิดค่าเสื่อมราคา ไม่อาจบันทึกบัญชีเป็นค่าใช้จ่ายได้เลย ตามแนวคำตอบข้อหารือของกรมสรรพากร

คุณ Boonruk Ngamkiatikul (3 มิถุนายน 2559 เวลา 18:32 น.)

ปุจฉา:

กราบเรียนอาจารย์สุเทพ พงษ์พิทักษ์
กรณีกิจการซื้อทรัพย์สินย่อยในระหว่างรอบปีบัญชี ทรัพย์สิน 1 รายการมี มูลค่าไม่เกิน 1,000 ฿ และมีรายการซื้อทรัพย์สินย่อยดังกล่าวในแต่ละครั้งหลายๆ รายการ ทำให้จุกจิกมาก

แต่เนื่องจากเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะการลงทุน กิจการจึงบันทึกทรัพย์สินย่อยดังกล่าวเป็นกลุ่มตามใบสั่งซื้อ

โดยตัดรายจ่ายในรูปค่าเสื่อมราคาตามประมวลรัษฎากรเมื่อทรัพย์สินรายการใดชำรุดจนใช้งานไม่ได้ กิจการต้องจำหน่ายออกไปจากบัญชี

จึงมีข้อสงสัยว่า กิจการจะตัดจำหน่ายออกไปอย่างไรให้ถูกต้องตามประมวลรัษฎากร เนื่องจากบันทึกทรัพย์สินไว้เป็นกลุ่มตั้งแต่ซื้อมาคราแรก

กราบขอบพระคุณอาจารย์ด้วยความเคารพครับ

สุเทพ พงษ์พิทักษ์

วิสัชนา:

1. ในทางหลักการบัญชีที่รับรองโดยทั่วไป ได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณารายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนไว้ดังนี้

(1) หลักกรรมสิทธิ์ (Ownership Principle) ได้แก่ รายจ่ายที่ได้จ่ายไปแล้วนั้นก่อให้เกิดกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินถาวร (Fixed Asset) เช่น ค่าซื้อที่ดิน อาคารหรือโรงเรือน สิ่งปลูกสร้างเครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องใช้สำนักงาน เครื่องตกแต่ง หรือเฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น

(2) หลักประโยชน์ใช้สอย (Benefit Principle) ได้แก่ รายจ่ายที่ได้จ่ายไปนั้น แม้จะไม่ก่อให้เกิดกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินถาวร แต่ก็ก่อให้เกิดประโยชน์ใช้สอยที่มีกำหนดเวลายาวนานเกินกว่าหนึ่งรอบระยะเวลาบัญชี เช่น ต้นทุนเพื่อการได้มาซึ่งสิทธิการเช่า ต้นทุนเพื่อการได้มาซึ่งแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สูญหรือสิ้นไปได้ ต้นทุนเพื่อการได้มาซึ่งสูตร กรรมวิธี เครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ หรือสิทธิประโยชน์อย่างอื่น เป็นต้น

(3) หลักความมีนัยสำคัญ (Material Principle) หลักเกณฑ์ข้อนี้เป็นเสมือนหนึ่งข้อควรคำนึงประกอบการพิจารณาหลักเกณฑ์สองข้อแรกดังกล่าวว่า แม้รายจ่ายนั้นจะก่อให้เกิดกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินถาวร หรือก่อให้เกิดสิทธิประโยชน์ในการใช้ทรัพย์สินถาวรหรือทรัพย์สินใดๆ ที่มีกำหนดเวลาเกินกว่าหนึ่งรอบระยะเวลาบัญชีแล้ว ยังต้องคำนึงถึงจำนวนเงินที่จ่ายไปนั้นว่า เป็นจำนวนมากเพียงพอที่จะรับรู้เป็นทรัพย์สินถาวรหรือไม่

2. กล่าวสำหรับในทางภาษีอากรนั้น กำหนดยอมรับหลักเกณฑ์ในการพิจารณาเกี่ยวกับรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนตามหลักเกณฑ์ทางบัญชีดังกล่าว เฉพาะแต่เพียงสองหลักเกณฑ์แรก คือ หลักกรรมสิทธิ์ และหลักประโยชน์ใช้สอยเท่านั้น

ดังเช่นตัวอย่างหนังสือตอบข้อหารือของกรมสรรพากรที่ กค 0810/542 ลงวันที่ 14 มกราคม 2518 ดังนี้

"แม้ทรัพย์สินของบริษัทฯ จะมีมูลค่าเป็นจำนวนมากถึง 726 ล้านบาท บริษัทฯ ก็ไม่อาจนำทรัพย์สินแต่ละรายการที่มีค่าไม่เกิน 2,000 บาท ซึ่งถือว่าเป็นมูลค่าเล็กน้อยมาถือเป็นรายจ่ายทั้งจำนวนได้เพราะต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (5) แห่งประมวลรัษฎากร

แต่เพื่อความสะดวกในทางปฏิบัติบริษัทฯ จะนำทรัพย์สินที่ได้มาใหม่ ไม่ว่าจะมีมูลค่าเกินกว่า 2,000 บาทหรือต่ำกว่า 2,000 บาท มาตั้งเป็นบัญชี ทรัพย์สินกลุ่มเดียวกันในบัญชีเดียวกันได้ และในการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาในรอบระยะเวลาบัญชีปีแรกที่ได้ทรัพย์สินนั้นมา ให้คำนวณหักตามส่วนเฉลี่ยแห่งระยะเวลาที่ได้ทรัพย์สินนั้นมา (ทีละรายการ)

ส่วนในปีต่อๆ ไป บริษัทฯ สามารถคิดค่าสึกหรือและค่าเสื่อมราคาจากยอดรวมทรัพย์สินกลุ่มนั้นได้เต็มปี และถ้าหากทรัพย์สินรายการใดเสื่อมสภาพหรือสูญหาย บริษัทฯ ก็สามารถตัดหรือจำหน่ายเฉพาะรายการนั้นออกจากบัญชีทรัพย์สิน (เพื่อถือเป็นรายจ่าย) ตามยอดคงเหลือในบัญชีได้"

ที่มา: สุเทพ พงษ์พิทักษ์, การบัญชีภาษีอากร. พิมพ์ครั้งที่ 3. 2552

คุณ Pasit Wichachai‎ (12 พฤษภาคม พ.ศ. 2560 เวลา 15:31 น.)
อ. ครับรบกวนสอบถาม ครับ


ปุจฉา: ธุรกิจโรงพยาบาล (บจ) ขายเครื่องมือแพทย์ และรถ X Ray ให้ รพ. ในเครือ (บจ) ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มใหมครับ ผมเข้าใจว่าไม่เสีย VAT ครับ แต่ CFO บอกเสีย VAT รบกวน ช่วยไขข้อสงสัยหน่อยครับ เคยอ่านโพสต์ขออาจารย์พูดถึงคำว่า (ทรัพย์สินของกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม) มีอ้างกฎหมายอันไหนครับ


ขอบคุณครับ
คุณ Supla Pla ถูกใจในคำถามนี้

สุเทพ พงษ์พิท้กษ์


วิสัชนา:


บริษัทฯ ประกอบธุรกิจโรงพยาบาล ซึ่งเป็นกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ในตอนที่ซื้อเครื่องมือแพทย์ และรถ X-Ray มาใช้ในการประกอบกิจการให้บริการนั้น แม้จะมีภาษีซื้อ บริษัทฯ ก็ไม่สามารถนำภาษีซื้อมาใช้ เพราะเป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5 (6) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42) แต่กฎหมายมาตรา 65 ตรี (6 ทวิ) แห่งประมวลรัษฎากร ยอมให้นำไปถือเป็นต้นทุนของทรัพย์สิน เพื่อคำนวณหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาตามมาตรา 65 ทวิ (2) แห่งประมวลรัษฎากร


กรณีบริษัทฯ ได้นำทรัพย์สินเครื่องมือแพทย์ และรถ X-Ray ซึ่งได้เคยใช้ในการประกอบกิจการให้บริการสถานพยาบาล แต่เพียงสถานเดียว มิได้เคยนำออกให้เช่า หรือนำไปใช้ในกิจการที่อยู่ในข่ายที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มมาก่อนเลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าราคาขายเครื่องมือแพทย์ และรถ X-Ray ดังกล่าวจะเกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี หรือไม่

 

บริษัทฯ (โรงพยาบาล) ก็ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการขายทรัพย์สินที่ใช้ในกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มทั้งหมดแต่อย่างใด


ความเห็นของคุณ Pasit Wichachai ถูกต้องแล้วคุณ
อ้างถึง หนังสือตอบข้อหารือของกรมสรรพากรเลขที่ กค 0811/พ.05186 ลงวันที่ 2 มิถุนายน 2542
....“การขายทรัพย์สินที่มีไว้ในการประกอบกิจการผลิต และจำหน่ายเคมีภัณฑ์ทางการเกษตร ประเภทยากำจัดวัชพืช และยาฆ่าแมลง ซึ่งได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (1) (จ) แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อมิได้นำทรัพย์สินไปใช้ในกิจการอื่น นอกจากกิจการที่ได้รับยกเว้น จึงไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ต้องนำรายได้ดังกล่าวไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล”

http://www.rd.go.th/publish/23595.0.html

รายได้จากเงินได้ตามมาตรา 40(2) ที่ได้รับเกิน 1.8 ล้านบาท ในรอบปีบัญชี ผู้ได้รับจะต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มทุกเดือน

กรณีเงินได้ตามมาตรา 40(2) ที่ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม คือเงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ ได้มีการชี้ชัดว่า่ไม่ถือเป็นการให้บริการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเฉพาะการปฏิบัติงานในฐานะกรรมการบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัด กรรมการโดยตำแหน่ง และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามที่กฎหมายกำหนด และกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งโดยราชการ ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ ๒๐๕)

เป็นรายได้มี่ไม่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (Out of VAT Scope) เท่านั้น



ข้อหารือ

: บริษัทฯ ประกอบกิจการสถานพยาบาลและได้รับการส่งเสริมการลงทุนในกิจการสถานพยาบาลให้ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิที่ได้จากการประกอบกิจการเป็นเวลา 5 ปี นับแต่วันที่เริ่มมีรายได้จากการประกอบกิจการ ซึ่งบริษัทฯ เปิดดำเนินกิจการสถานพยาบาลเมื่อวันที่ 15
พฤศจิกายน 2538 บริษัทฯ ได้หารือเกี่ยวกับการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายว่า

1. เมื่อบริษัทหรือนิติบุคคลต่าง ๆ ชำระค่าบริการทางการแพทย์หรือค่ารักษาพยาบาลต่าง ๆให้แก่โรงพยาบาลฯ จะต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายหรือไม่

2. หากต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามข้อ 1. ค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 14 พฤศจิกายน 2543 โดยชำระหลังจากวันที่ 14 พฤศจิกายน 2543 จะต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่ ทั้งนี้โรงพยาบาลฯ บันทึกรับรู้รายได้ตามเกณฑ์สิทธิ


แนววินิจฉัย


: 1. การรักษาพยาบาลเข้าลักษณะเป็นสัญญารับจ้างทำของ ตามมาตรา 587 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ผู้รับจ้างรับที่จะทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จ ค่ารักษาพยาบาลจึงเป็นค่าจ้างทำของถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร


เมื่อบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นเป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินให้แก่ผู้รับซึ่งเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยจะต้องคำนวณหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ในอัตราร้อยละ3.0 ตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 8(2) ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ.2528 กรณีตามข้อเท็จจริง

เมื่อบริษัทฯ มีเงินได้พึงประเมินจากการประกอบกิจการสถานพยาบาลตามที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนภายในระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันที่เริ่มมีรายได้จากการประกอบกิจการดังกล่าว บริษัทฯ จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิที่ได้จากการประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 ดังนั้น บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้แก่บริษัทฯ จึงไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายแต่อย่างใด ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาที่บริษัทฯ ได้รับสิทธิและประโยชน์ให้ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามที่ระบุไว้ในบัตรส่งเสริมที่บริษัทฯได้รับโดยบริษัทฯ ต้องถ่ายสำเนาบัตรส่งเสริมให้ผู้จ่ายค่ารักษาพยาบาล เพื่อแสดงว่าบริษัทฯ ได้รับสิทธิและประโยชน์ในการได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับการประกอบกิจการดังกล่าวด้วย

 


2. หากข้อเท็จจริงปรากฏว่า บริษัทฯ ได้ใช้เกณฑ์สิทธิในการคำนวณรายได้และ รายจ่ายและบริษัทฯ มีสิทธิได้รับเงินค่ารักษาพยาบาลภายในกำหนดเวลาที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน นับแต่วันที่เริ่มมีรายได้จากการประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมนั้น ซึ่งจะถือได้ว่าบริษัทฯ มีเงินได้พึงประเมินจากการประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมภายในกำหนดเวลาที่ได้รับการส่งเสริมและได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิที่ได้จากการประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมนั้นตามมาตรา 31แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 ดังนั้น แม้จะมีการชำระเงินค่าบริการเมื่อพ้นกำหนดเวลาที่ได้รับการส่งเสริม ผู้จ่ายเงินก็ไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายแต่อย่างใด

ข้อหารือ

         สำนักงานฯ มีภารกิจในการจ่ายค่าบริการทางการแพทย์ให้แก่สถานพยาบาลซึ่งดำเนินการโดยบุคคลธรรมดาที่ทำความตกลงเข้าร่วมให้บริการทางการแพทย์ เกี่ยวกับทันตกรรมกรณีการถอนฟัน อุดฟัน ขูดหินปูน และผ่าตัดฟันคุดแก่ผู้ประกันตนในอัตรา ๙๐๐ บาท/คน/ปี

        โดยสถานพยาบาลแต่ละแห่งจะส่งข้อมูลค่ารักษาพยาบาลผู้ประกันตนเพื่อขอรับเงินต่อสำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานคร/จังหวัด/สาขา ที่สถานพยาบาลนั้นตั้งอยู่ ซึ่งสำนักงานฯ กรุงเทพมหานคร/จังหวัด/สาขา แต่ละแห่งจะดำเนินการจ่ายเงินสัปดาห์ละ ๑ ครั้งต่อเนื่องตลอดทั้งปี และจะคำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย และนำส่งสำนักงานสรรพากรพื้นที่ภายใน ๗ วัน นับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมิน

         เนื่องจากสำนักงานฯ แต่ละแห่งจะคำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ในกรณีข้างต้นแตกต่างกัน ดังนั้น เพื่อให้สำนักงานฯ ดำเนินการได้ถูกต้องและเป็นไปในแนวทางเดียวกัน

        จึงขอหารือว่า ค่าบริการทางการแพทย์ที่สถานพยาบาลซึ่งดำเนินการโดยบุคคลธรรมดาได้รับจากสำนักงานฯ สัปดาห์ละ ๑ ครั้งต่อเนื่องตลอดทั้งปี เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทใด และต้องถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายหรือไม่ อย่างไร และต้องใช้แบบแสดงรายการใดในการนำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายดังกล่าว


แนววินิจฉัย

         กรณีสถานพยาบาลซึ่งดำเนินการโดยบุคคลธรรมดาได้ทำความตกลงกับสำนักงานฯ เข้าร่วมให้บริการทางการแพทย์เกี่ยวกับทันตกรรมแก่ผู้ประกันตนในอัตรา ๙๐๐ บาท/คน/ปี นั้น ข้อตกลงดังกล่าว

        เข้าลักษณะเป็นสัญญาจ้างทำของตามมาตรา ๕๘๗ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

         เมื่อสำนักงานฯ จ่ายค่าบริการให้แก่สถานพยาบาลซึ่งดำเนินการโดยบุคคลธรรมดา สำนักงานฯ ย่อมมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา ๕๐ (๔) แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับการจ่ายเงินให้กับผู้รับรายหนึ่งๆ ตั้งแต่ ๑๐,๐๐๐ บาทขึ้นไป แม้การจ่ายนั้นจะได้แบ่งจ่ายครั้งหนึ่งๆ ไม่ถึง ๑๐,๐๐๐ บาท ก็ตาม โดยให้คำนวณหักภาษีในอัตราร้อยละ ๑ ของยอดเงินได้พึงประเมินที่จ่าย และต้องนำเงินภาษีที่หักไว้ดังกล่าวไปนำส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมิน โดยใช้แบบแสดงรายการ ภ.ง.ด.๓ พร้อมทั้งยื่นแบบแสดงรายการ ภ.ง.ด.๓ ก เพื่อสรุปยอดเงินได้และภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายทั้งปีภายในเดือนมกราคมของปีถัดไป

 

Related Articles | บทความที่คุณอาจสนใจ

สำนักงานบัญชี BEE - Accountant @beeaccountant
บริษัท บี.อี. แอคเคาน์ติ้ง เซอร์วิสเซส จำกัด ติดต่อ TEL 091-830-3543 ให้บริการ รับทำบัญชี รายเดือน รับทำรายปี จัดทำภาษี รายเดือน จัดทำภาษีรายปี และตรวจสอบบัญชี สำหรับกิจการนิติบุคคล หรือบุคคลธรรมดาทุกประเภทกิจการ
Click Here
ประเภทกิจการรับ ทำบัญชี
กิจการซื้อมาขายไป กิจการบริการ กิจการผลิต
ร้านทอง ร้านยา จำหน่าย รถยนต์ รถจักรยานยนต์ อัญมณี นำเข้า ส่งออก Agency ทัวร์ อสังหาริมทรัพย์ สิ่งพิมพ์ เครื่องจักร ขนส่ง จัดหาพนักงาน นายหน้า ประกันชีวิต ประกันวินาศภัย คลินิก ความงาม ทันตกรรม ผลไม้ พื้นที่เช่า Co working space อาหาร รับเหมา เครื่องจักร ธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมายทุกประเภท
Click Here
ข้อดีของบริการงานสำนักงานบัญชี
ผู้ประกอบการได้ทุ่มเททรัพยากรทั้งหมดไปที่ธุรกิจหลักของกิจการได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ​ ควบคุมค่าใช้จ่ายของกิจการ ประมาณการวางแผนงบประมาณได้ดี
สำนักงาน update ความรู้และ เทคโนโลยีให้ทันกับหน่วยงานต่างๆ เช่น กรมสรรพากร
ธุรกิจการต่างๆ เช่น ร้านค้าออนไลน์ กิจการซื้อมาขายไป กิจการผลิต กิจการนายหน้าประกันชีวิต นายหน้าประกันวินาศภัย (ตามกฎ OIC)​

Bee-Accountant service

  • รับทำบัญชี
  • ตรวจสอบบัญชี
  • วางระบบบัญชี
  • ดูแลสวัสดิการพนักงาน
  • จดทะเบียนบริษัท และ ห้าง

Our mission

Bee Accountant ยึดมั่นในความถูกต้อง โปร่งใส ตรงเวลา งานได้คุณภาพ ตรวจสอบได้จากทุกหน่วยงาน เช่น กรมสรรพากร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า  คปภ และหน่วยงานอื่นๆ

Contact us

Post Views: 2,602
Scroll Up