คลินิกความงาม ทำบัญชี ภาษี เบื้องต้น

บริการรับทำบัญชี รายเดือน รายปี

คลินิกความงาม ทำบัญชี ภาษี เบื้องต้น

รับทำบัญชี คลินิกความงาม

คลินิกความงาม ทำบัญชี ภาษี แนวทางเบื้องต้น

คลินิกความงาม ทำบัญชี ภาษี (รวมถึงคลินิกทันตกรรม คลินิกรักษาโรคทั่วไป) อย่างไร ความรู้เบื้องต้นบัญชีภาษี สำหรับ คลินิกเสริมความงาม ระบบบัญชีคลินิก การเสียภาษีคลินิก ที่จดทะเบียนประเภท นิติบุคคล

 ปัจจุบันผู้บริโภคทุกเพศทุกวัยต่างสนใจเข้าไปใช้บริการธุรกิจเสริมความงามกันอย่างมาก ทั้งนวดหน้า นวดตัว รักษาสิว ดูแลผิวพรรณ ไปจนถึงการทำศัลยกรรมตกแต่งเนื่องจาก สามารถเปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพเพิ่มความมั่นใจในเอง

ดังนั้นการเข้าสถานเสริมความงามจึงกลายเป็นกิจกรรมสำคัญของคน ในยุคปัจจุบัน ธุรกิจเสริมความงามจึงเปิดให้บริการตามแหล่งชุมชน อาคารสำนักงาน รวมทั้งตามศูนย์การค้าต่างๆเป็นจำนวนมากมาย  ซึ่งมีทั้งผู้ประกอบการที่มีความรู้ทางด้านการเสริมความงาม เปิดดำเนินการด้วยตนเองและที่เปิดดำเนินการโดยการซื้อแฟรนไชส์

เรื่องหาในบทความนี้ ทางสำนักงานบัญชีรวบรวมจากข้อมูลที่ได้รับมา ในการให้บริการ รับทำบัญชี ” คลินิกความงาม ทำบัญชี ภาษี ” ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้ได้รับ คลินิกทันตกรรม (ร้านหมอฟัน) คลินิกทันตกรรมเด็ก คลินิกทันตกรรมเฉพาะทาง คลินิกรักษาโรคแผนปัจจุบัน คลินิกรักษาโรคแผนไทย นอกเหนือไปจากคลินิกความงาน เสริมความงามทั่วไป หรือเสริมความงามเฉพาะ

กรณีประกอบกิจการในนามของนิติบุคคล ไม่มีใบอนุญาตให้ประกอบกิจการ “สถานพยาบาล” 
(นอกจากจะผิดต่อพระราชบัญญัติสถามพยาบาล พ.ศ. 2541 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง)

 รายได้ที่ไดัรับ ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร

และเป็นรายได้ที่อยู่ในข่ายที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

รายได้ ค่าใช้จ่ายของคลินิกเสริมความงาม เพื่อใช้ในการจัดทำบัญชี และจัดส่งภาษี
มาจากส่วนไหนบ้าง

รายได้หลักและรายได้เสริมอื่นๆ 

รายได้หลัก ได้แก่
รายได้เกี่ยวกับศัลยกรรมใบหน้าทั้งหลาย
รายได้จากการฉีดโบท็อกซ์ ร้อยไหม ฉีดสารเติมเต็ม  
รายได้ขายครีมสำหรับทาหลังจากทำศัลยกรรม
ค่าฉีดบำรุงด้วยวิตามิน ล้างสารพิษ เมโสหน้าใส
รายได้เกี่ยวกับสิว ฉีดสิว ลดรอยสิว แผลเป็นจากสิว
ครีมบำรุง และรักษาสิว ฝ้า กระ รอยด่างดำ และ
ค่าอาหารเสริม 

ค่าใช้จ่าย

 

ค่าจ้างแพทย์ประจำ แพทย์ Part-time
 เงินเดือน ค่าจ้าง สวัสดิการ
 ค่าเช่า  ค่าซ่อมแซม บำรุงรักษา
ค่าใช้จ่ายในด้านการตลาด ค่าส่งเสริมการขาย
ค่าประกันภัย   ค่าเสื่อมราคาทรัพย์สิน
 ดอกเบี้ยจ่าย      ค่าที่ปรึกษา
 ค่าไฟฟ้า ค่าน้าประปา ค่าโทรศัพท์    ค่าขนส่ง
ค่าโปรแกรมระบบจัดการบริหารคลินิก เช่น JERA / EASY Clinic

 

บัญชีภาษีคลินิกเสริมความงาม ดำเนินการในแบบ นิติบุคคล

การคำนวนภาษี

 1. การคำนวณรายได้และรายจ่ายให้ใช้เกณฑ์สิทธิ

 2. ฐานภาษี ได้แก่ กำไรสุทธิซึ่งคำนวณได้จากราได้จากกิจการ เสียภาษีปีละ 2 ครั้งด้วยแบบ ภงด 51 และ ภงด  50

 3. อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลในการคานวณภาษีจากฐานกำไรสุทธิ 2561

ภาษีอื่นที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการ คลินิก

 1. ภาษีมูลค่าเพิ่ม  ภาษีหัก ณ ที่จ่าย

       กรณีมีใบอนุญาตประกอบกิจการ ‘สถานพยาบาล’ ตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 ถือเป็นเงินพึงประเมินตามมาตรา 40 (6) แห่งประมวลรัษฎากร รายได้ดังกล่าวได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (1)(ฌ) แห่งประมวลรัษฎากร จึงไม่สามารถยื่นคำขอจดทะเบียน VAT ได้

 2. อากรแสตมป์ เช่น กิจการเช่าที่ดินเพื่อใช้เป็นสถานประกอบการ สัญญาเช่าที่ดิน สถานประกอบการ สิ่งปลูกสร้าง หรือ เช่าซื้อทรัพย์สิน ผู้ให้เช่ามีหน้าที่ชำระอากรฯ

 3. ภาษีธุรกิจเฉพาะ เช่น ให้ผู้อื่นกู้ยืมเงินและคานวณดอกเบี้ยรับเยี่ยงธนาคารพาณิชย์

 

ข้อสอบถาม เกี่ยวกับบัญชีภาษี คลินิกเสริมความงาม

  มาตรา 81 ให้ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการประกอบกิจการประเภทต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

(ญ) การให้บริการรักษาพยาบาลของสถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล

คลินิกความงาม ทำบัญชี ภาษี เบื้องต้น : ไม่ต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่ม ได้รับการยกเว้นตามมาตรา 81

กรณีรายได้เกินกว่า 1.8 ล้านบาท ก่อนได้รับ ใบอนุญาตดำเนินการสถานพยาบาลในนามนิติบุคคล


บริษัทฯ จำเป็นต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยระบุให้ชัดเจน ว่า สำหรับรายได้ค่าบริการรับล่วงหน้าก่อนเปิดสถานพยาบาล เพราะเหตุที่ยังไม่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาล และใบอนุญาตให้ดำเนินการสถานพยาบาล

 

ดังนั้น เมื่อบริษัทฯ ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาล และใบอนุญาตให้ดำเนินการสถานพยาบาล ก็ย่อมสามารถจดแจ้งเลิกกิจการภาษีมูลค่าเพิ่ม ได้ทันที เพี่ยงแต่ทรัพย์สิน ณ วันที่เลิกกิจการที่ลงทุนเพื่อการประกอบการกิจการสถานพยาบาล ต้องกันออกไปว่า เป็นทรัพย์สินของกิจการที่ไม่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม มิฉะนั้น จะต้องถือเป็นการขายตามมาตรา 77/1 (8)(ฉ) แห่งประมวลรัษฎากร

ข้อหารือ
:
นาย ก. ได้รับเงินเดือนและได้รับเงินจากการตรวจรักษาผู้ป่วยที่ คลินิกพิเศษนอกเวลาราชการของโรงพยาบาล โดยมี

 

หนังสือข้อตกลงการประกอบโรคศิลปะ ซึ่งแพทย์เป็นผู้เรียกเก็บค่าตรวจรักษาจากผู้ ป่วยและมีการตกลงแบ่งรายได้จากค่าตรวจ รักษาให้โรงพยาบาลตามอัตราส่วนที่กำหนด เงินรายได้จากการตรวจรักษาผู้ป่วยที่คลินิก พิเศษนอกเวลาราชการดังกล่าว คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลได้มีเอกสารรับรองเป็นค่าตอบแทนจากการประกอบวิชาชีพอิสระ ตาม มาตรา 40(6) แห่ง ประมวลรัษฎากร

 

ซึ่งนาย ก.ได้ยื่นเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของปีภาษี 2551 แล้ว แต่เมื่อเดือนกันยายน 2552 นาย ก. เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 40(2) แห่งประมวลรัษฎากร นาย ก.จึงขอทราบว่า เงินได้จากการตรวจผู้ป่วยในคลินิกพิเศษนอก เวลาราชการเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทใด
 
 
 
แนววินิจฉัย
:


1.หากค่าตอบแทนที่แพทย์ได้รับเนื่องจากการจ้างแรงงาน ค่า ตอบแทนดังกล่าว ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) แห่งประมวลรัษฎากร แม้ว่างานที่ปฏิบัตินั้นจะใช้วิชาการทางการประกอบ โรคศิลปะอันเป็นวิชาชีพอิสระก็ตาม และเงินได้เนื่องจาก การจ้างแรงงาน หมายรวมถึง เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใดๆ บรรดาที่ได้รับ เนื่องจากการจ้างแรงงาน

 
 
2.หากค่าตอบแทนที่แพทย์ได้รับเนื่องจากหน้าที่หรือ ตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ ซึ่งรวมถึง เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใดๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งที่ทำหรือ จากการรับทำงานให้ ไม่ว่าหน้าที่หรือตำแหน่งงานหรืองานที่ รับทำให้นั้นจะเป็นการประจำหรือชั่วคราว ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตาม มาตรา 40(2) แห่งประมวลรัษฎากร

 
 
3.สำหรับค่าตอบแทนที่แพทย์ได้รับ ซึ่งจะถือเป็นเงินได้ พึงประเมินตามมาตรา 40(6) แห่งประมวลรัษฎากร ต้องปรากฏว่าแพทย์ได้เปิดคลินิกรักษาคนไข้เป็นการส่วนตัว หรือแพทย์ทำสัญญาหรือ ตกลงกับสถานพยาบาลเพื่อขอใช้สถานที่ เครื่องมือและ อุปกรณ์เพื่อประกอบโรคศิลปะในนามของแพทย์ เพื่อตรวจและรักษาผู้ป่วยโดย แพทย์เป็นผู้เรียกเก็บค่าตรวจรักษาเองและมีข้อตกลงแบ่งเงินค่าตรวจรักษาที่ได้รับจากผู้ป่วยให้แก่สถานพยาบาลเป็นลายลักษณ์อักษร หรือแพทย์ทำสัญญาหรือตกลงกับ สถานพยาบาลเพื่อขอใช้สถานที่เครื่องมือและอุปกรณ์เพื่อประกอบโรคศิลปะในนามของแพทย์เพื่อ ตรวจและรักษาผู้ป่วย และมี ข้อตกลงแบ่งเงินค่าตรวจรักษาที่ได้รับจากผู้ป่วย โดยสถานพยาบาลเป็นผู้เรียกเก็บค่าตรวจรักษาแทนแพทย์ แล้วนำมาจ่ายให้กับแพทย์เพื่อแบ่งรายได้ให้สถานพยาบาล เงินได้ที่แพทย์เรียกเก็บจากผู้ป่วยทั้งจำนวนเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (6) แห่งประมวลรัษฎากร มิใช่เฉพาะส่วนแบ่งที่เหลือหลังจากหักส่วนแบ่งของสถานพยาบาลออก
 
 
 
กรณีตามข้อเท็จจริง หากนาย ก.ทำสัญญาหรือข้อตกลงกับ มหาวิทยาลัยมหิดลเพื่อขอใช้สถานที่ เครื่องมือและอุปกรณ์ เพื่อประกอบโรคศิลปะในนามของนาย ก. เพื่อตรวจและรักษาผู้ป่วย และมีข้อ ตกลงแบ่งค่าตรวจรักษาที่ได้รับจากผู้ป่วย โดย มหาวิทยาลัยมหิดลเป็นผู้เรียกเก็บค่าตรวจรักษาแทนนาย ก. แล้วนำมาจ่ายให้กับนาย ก. เพื่อ แบ่งรายได้ให้มหาวิทยาลัยมหิดลต่อไป เงินได้ที่นาย ก.เรียกเก็บจากผู้ป่วยทั้งจำนวนเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(6) แห่งประมวล รัษฎากร มิใช่เฉพาะ เงินส่วนแบ่งที่เหลือหลังจากหักส่วนแบ่งของมหาวิทยาลัยมหิดลออกแล้ว
 
 
 

ข้อหารือ
:
นาย ก. ได้รับเงินเดือนและได้รับเงินจากการตรวจรักษาผู้ป่วยที่ คลินิกพิเศษนอกเวลาราชการของโรงพยาบาล โดยมี

 

หนังสือข้อตกลงการประกอบโรคศิลปะ ซึ่งแพทย์เป็นผู้เรียกเก็บค่าตรวจรักษาจากผู้ ป่วยและมีการตกลงแบ่งรายได้จากค่าตรวจ รักษาให้โรงพยาบาลตามอัตราส่วนที่กำหนด เงินรายได้จากการตรวจรักษาผู้ป่วยที่คลินิก พิเศษนอกเวลาราชการดังกล่าว คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลได้มีเอกสารรับรองเป็นค่าตอบแทนจากการประกอบวิชาชีพอิสระ ตาม มาตรา 40(6) แห่ง ประมวลรัษฎากร

 

ซึ่งนาย ก.ได้ยื่นเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของปีภาษี 2551 แล้ว แต่เมื่อเดือนกันยายน 2552 นาย ก. เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 40(2) แห่งประมวลรัษฎากร นาย ก.จึงขอทราบว่า เงินได้จากการตรวจผู้ป่วยในคลินิกพิเศษนอก เวลาราชการเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทใด
 
 
 
แนววินิจฉัย
:


1.หากค่าตอบแทนที่แพทย์ได้รับเนื่องจากการจ้างแรงงาน ค่า ตอบแทนดังกล่าว ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) แห่งประมวลรัษฎากร แม้ว่างานที่ปฏิบัตินั้นจะใช้วิชาการทางการประกอบ โรคศิลปะอันเป็นวิชาชีพอิสระก็ตาม และเงินได้เนื่องจาก การจ้างแรงงาน หมายรวมถึง เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใดๆ บรรดาที่ได้รับ เนื่องจากการจ้างแรงงาน

 
 
2.หากค่าตอบแทนที่แพทย์ได้รับเนื่องจากหน้าที่หรือ ตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ ซึ่งรวมถึง เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใดๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งที่ทำหรือ จากการรับทำงานให้ ไม่ว่าหน้าที่หรือตำแหน่งงานหรืองานที่ รับทำให้นั้นจะเป็นการประจำหรือชั่วคราว ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตาม มาตรา 40(2) แห่งประมวลรัษฎากร

 
 
3.สำหรับค่าตอบแทนที่แพทย์ได้รับ ซึ่งจะถือเป็นเงินได้ พึงประเมินตามมาตรา 40(6) แห่งประมวลรัษฎากร ต้องปรากฏว่าแพทย์ได้เปิดคลินิกรักษาคนไข้เป็นการส่วนตัว หรือแพทย์ทำสัญญาหรือ ตกลงกับสถานพยาบาลเพื่อขอใช้สถานที่ เครื่องมือและ อุปกรณ์เพื่อประกอบโรคศิลปะในนามของแพทย์ เพื่อตรวจและรักษาผู้ป่วยโดย แพทย์เป็นผู้เรียกเก็บค่าตรวจรักษาเองและมีข้อตกลงแบ่งเงินค่าตรวจรักษาที่ได้รับจากผู้ป่วยให้แก่สถานพยาบาลเป็นลายลักษณ์อักษร หรือแพทย์ทำสัญญาหรือตกลงกับ สถานพยาบาลเพื่อขอใช้สถานที่เครื่องมือและอุปกรณ์เพื่อประกอบโรคศิลปะในนามของแพทย์เพื่อ ตรวจและรักษาผู้ป่วย และมี ข้อตกลงแบ่งเงินค่าตรวจรักษาที่ได้รับจากผู้ป่วย โดยสถานพยาบาลเป็นผู้เรียกเก็บค่าตรวจรักษาแทนแพทย์ แล้วนำมาจ่ายให้กับแพทย์เพื่อแบ่งรายได้ให้สถานพยาบาล เงินได้ที่แพทย์เรียกเก็บจากผู้ป่วยทั้งจำนวนเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (6) แห่งประมวลรัษฎากร มิใช่เฉพาะส่วนแบ่งที่เหลือหลังจากหักส่วนแบ่งของสถานพยาบาลออก
 
 
 
กรณีตามข้อเท็จจริง หากนาย ก.ทำสัญญาหรือข้อตกลงกับ มหาวิทยาลัยมหิดลเพื่อขอใช้สถานที่ เครื่องมือและอุปกรณ์ เพื่อประกอบโรคศิลปะในนามของนาย ก. เพื่อตรวจและรักษาผู้ป่วย และมีข้อ ตกลงแบ่งค่าตรวจรักษาที่ได้รับจากผู้ป่วย โดย มหาวิทยาลัยมหิดลเป็นผู้เรียกเก็บค่าตรวจรักษาแทนนาย ก. แล้วนำมาจ่ายให้กับนาย ก. เพื่อ แบ่งรายได้ให้มหาวิทยาลัยมหิดลต่อไป เงินได้ที่นาย ก.เรียกเก็บจากผู้ป่วยทั้งจำนวนเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(6) แห่งประมวล รัษฎากร มิใช่เฉพาะ เงินส่วนแบ่งที่เหลือหลังจากหักส่วนแบ่งของมหาวิทยาลัยมหิดลออกแล้ว
 
 
 

พระราชบัญญัติสถามพยาบาล พ.ศ. 2541 ได้บัญญัตินิยามศัพท์คำวา "สถานพยาบาล" ไว้ดังนี้

สถานพยาบาล หมายความว่า สถานที่รวมตลอดถึงยานพาหนะซึ่งจัดไว้เพื่อการประกอบโรคศิลปะตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะการประกอบวิชาชีพเวชกรรมตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพเวชกรรม การประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ หรือการประกอบวิชาชีพทันตกรรมตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพทันตกรรม ทั้งนี้ โดยกระทำ เป็นปกติธุระ ไม่ว่าจะได้รับประโยชน์ตอบแทนหรือไม่ แต่ไม่รวมถึงสถานที่ขายยาตามกฎหมายว่าด้วยยา ซึ่งประกอบธุรกิจการขายยาโดยเฉพาะ

สถานพยาบาลตามพรบ นี้จึงจะเข้าเงื่อนไขยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม

กิจการ A ได้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท โดยได้แจ้งวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการคือประกอบกิจกรรมคลินิกโรคทั่วไป และได้ดำเนินการกิจการดังต่อไปนี้

1. กิจการมีวัตถุประสงค์ในการให้บริการเสริมความงาม นวดหน้า ทำทรีตเม้นท์ ฉีดโบท๊อก ฉีดฟิลเลอร์


โดยมีหมอที่มีใบอนุญาตประกอบโรคศิลป์เป็นแพทย์ประจำคลินิก และเป็นผู้ให้การรักษาในกรณีฉีดโบท๊อกซ์ ฉีดฟิลเลอร์ หรือบริการอื่นๆที่ต้องให้บริการโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงหมอเป็นผู้สั่งจ่ายยาให้กับลูกค้าหลังการรักษา ส่วนบริการนวดหน้าและทำทรีตเม้นท์ขั้นต้น จะมีพนักงานที่ได้รับการฝึกอบรมเป็นผู้ให้บริการ

 

2. หลังจากจดจัดตั้งบริษัท กิจการได้เริ่มขายคอร์สเสริมความงามให้แก่ลูกค้า (Pre-sales) ก่อนเปิดดำเนินการคลินิก และลูกค้าจะเริ่มใช้บริการภายหลัง เมื่อคลินิกพร้อมให้บริการ

 

3. คลินิกที่ทำการ กำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการก่อสร้างและตกแต่ง


4. หากคลินิกดำเนินการก่อสร้างและตกแต่งเสร็จเรียบร้อยแล้ว กิจการมีแผนที่จะดำเนินการขอใบอนุญาต


ดังต่อไปนี้ คือ
1) ใบอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาล : เจ้าของกิจการเป็นผู้ขอเอง
2) ใบอนุญาตให้ดำเนินการสถานพยาบาล : แพทย์ที่ได้รับใบประกอบวิชาชีพต้องเป็นผู้ขอ

 

ซึ่งการดำเนินการขอใบอนุญาตดังกล่าว จะใช้เวลาประมาณ 5-6 เดือนหลังเปิดทำการคลินิก หากได้ใบอนุญาตประกอบการแล้ว ถือว่าเป็นกิจการสถานพยาบาล ซึ่งเป็นกิจการที่ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

 

5. คลินิกได้รับเงินจากการขายคอร์สเสริมความงามจากลูกค้าเกิน 1.8 ล้านบาท/ปี ก่อนเปิดดำเนินการคลินิก และก่อนที่จะได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาล และใบอนุญาตให้ดำเนินการสถานพยาบาล

ข้อหารือ


1. บริษัทฯจำเป็นต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ หากบริษัทฯได้รับเงินจากลูกค้าเกิน 1.8 ล้านบาท/ปี ก่อนที่คลินิกจะเปิดดำเนินการ และก่อนได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาล รวมถึงก่อนได้รับใบอนุญาตให้ดำเนินการสถานพยาบาล

2. หากบริษัทฯจำเป็นต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม กิจการสามารถออกจากระบบภาษีมูลค่าเพิ่มหลังจากที่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาลและดำเนินการสถานพยาบาลได้หรือไม่


3. หากบริษัทฯไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตั้งแต่ต้น เงินได้ที่ได้รับจากลูกค้าเกิน 1.8 ล้านบาท/ปี ไม่จำเป็นต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มใช่หรือไม่


4. กรณีที่บริษัทฯได้เช่าพื้นที่ในห้างสรรพสินค้าเพื่อให้เปิดดำเนินการคลินิกและให้บริการแก่ลูกค้า บริษัทฯจำเป็นต้องไปดำเนินการจดสาขาหรือไม่ (สถานที่จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทฯไม่ได้เป็นที่อยู่เดียวกับที่ตั้งคลินิกที่เช่าพื้นที่ในห้างสรรพสินค้า)

ตอบ

 

1. กรณีบริษัทฯ ได้รับเงินค่าบริการ "คอร์สเสริมความงามให้แก่ลูกค้า" (Pre-sales) ก่อนเปิดดำเนินการคลินิก และลูกค้าจะเริ่มใช้บริการภายหลัง เมื่อคลินิกพร้อมให้บริการ ก่อนที่บริษัทฯ จะได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาล และใบอนุญาตให้ดำเนินการสถานพยาบาล โดยมีจำนวนเกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

 

2. และ 3. บริษัทฯ จำเป็นต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยระบุให้ชัดเจน ว่า สำหรับรายได้ค่าบริการรับล่วงหน้าก่อนเปิดสถานพยาบาล เพราะเหตุที่ยังไม่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาล และใบอนุญาตให้ดำเนินการสถานพยาบาล ดังนั้น เมื่อบริษัทฯ ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาล และใบอนุญาตให้ดำเนินการสถานพยาบาล ก็ย่อมสามารถจดแจ้งเลิกกิจการภาษีมูลค่าเพิ่ม ได้ทันที เพี่ยงแต่ทรัพย์สิน ณ วันที่เลิกกิจการที่ลงทุนเพื่อการประกอบการกิจการสถานพยาบาล ต้องกันออกไปว่า เป็นทรัพย์สินของกิจการที่ไม่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม มิฉะนั้น จะต้องถือเป็นการขายตามมาตรา 77/1 (8)(ฉ) แห่งประมวลรัษฎากร

 

4. กรณีที่บริษัทฯ ได้เช่าพื้นที่ในห้างสรรพสินค้าเพื่อให้เปิดดำเนินการคลินิกและให้บริการแก่ลูกค้า บริษัทฯ ไม่จำเป็นต้องไปดำเนินการจดแจ้งเพิ่มสาขาตามมาตรา 85/7 แห่งประมวลรัษฎากร เพราะเป็นสถานที่่ใช้ประกอบกิจการสถานพยาบาล

บริษัทฯ จำเป็นต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยระบุให้ชัดเจน ว่า สำหรับรายได้ค่าบริการรับล่วงหน้าก่อนเปิดสถานพยาบาล เพราะเหตุที่ยังไม่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาล และใบอนุญาตให้ดำเนินการสถานพยาบาล ดังนั้น เมื่อบริษัทฯ ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาล และใบอนุญาตให้ดำเนินการสถานพยาบาล ก็ย่อมสามารถจดแจ้งเลิกกิจการภาษีมูลค่าเพิ่ม ได้ทันที เพี่ยงแต่ทรัพย์สิน ณ วันที่เลิกกิจการที่ลงทุนเพื่อการประกอบการกิจการสถานพยาบาล ต้องกันออกไปว่า เป็นทรัพย์สินของกิจการที่ไม่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม มิฉะนั้น จะต้องถือเป็นการขายตามมาตรา 77/1 (8)(ฉ) แห่งประมวลรัษฎากร

 กรณีที่บริษัทฯได้เช่าพื้นที่ในห้างสรรพสินค้าเพื่อให้เปิดดำเนินการคลินิกและให้บริการแก่ลูกค้า บริษัทฯจำเป็นต้องไปดำเนินการจดสาขาหรือไม่ (สถานที่จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทฯไม่ได้เป็นที่อยู่เดียวกับที่ตั้งคลินิกที่เช่าพื้นที่ในห้างสรรพสินค้า)


กรณีที่บริษัทฯ ได้เช่าพื้นที่ในห้างสรรพสินค้าเพื่อให้เปิดดำเนินการคลินิกและให้บริการแก่ลูกค้า บริษัทฯ ไม่จำเป็นต้องไปดำเนินการจดแจ้งเพิ่มสาขาตามมาตรา 85/7 แห่งประมวลรัษฎากร เพราะเป็นสถานที่่ใช้ประกอบกิจการสถานพยาบาล


Ea, consequatur.

ข้อหารือ


: ข้าราชการสาย ก. (อาจารย์) ของคณะทันตแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยของรัฐ และผู้ที่มิใช่อาจารย์ของคณะทันตแพทยศาสตร์ฯ ได้ให้การรักษาพยาบาลทางทันตกรรม ประกอบโรคศิลปทางทันตกรรม นอกเวลาราชการ ณ คลินิกทันตกรรมพิเศษคณะทันตแพทยศาสตร์ โดยทำข้อตกลงกับคณะฯและมีข้อตกลงแบ่งเงินที่ได้รับจากผู้ป่วยให้คณะฯ กรณีถือว่ทันตแพทย์กลุ่มนี้ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (6) แห่งประมวลรัษฎากร ใช่หรือไม่

 

แนววินิจฉัย


: 1. กรณีทันตแพทย์ทำงานประจำเป็นอาจารย์ของคณะทันตแพทยศาสตร์ฯ ได้รับเงินเดือนประจำเมื่อมาปฏิบัติงานในคลินิกทันตกรรมพิเศษนอกเวลาราชการปกติของคณะทันตแพทยศาสตร์อีก จึงเป็นการปฏิบัติงานของลูกจ้างกับนายจ้างคนเดิม โดยมีหลักฐานใบเสร็จรับเงิน ซึ่งออกในนามของ
ราชการ มหาวิทยาลัยฯ ที่ทำการคณะทันตแพทยศาสตร์เป็นผู้เรียกเก็บเงินจากคนไข้แล้วจ่ายค่าตอบแทนให้ทันตแพทย์เป็นค่าธรรมเนียมพิเศษนอกเวลาราชการตามข้อตกลงในระเบียบของมหาวิทยาลัยฯ ว่าด้วยค่าตอบแทนในการให้บริการนอกเวลาราชการปกติที่คลินิกทันตกรรมพิเศษ คณะทันตแพทยศาสตร์ พ.ศ.2539 เงินค่าตอบแทนดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร

 


2. กรณีทันตแพทย์ที่ปฏิบัติงานในคลินิกทันตกรรมพิเศษนอกเวลาราชการปกติ ของคณะทันตแพทยศาสตร์ฯ มิใช่อาจารย์ของคณะทันตแพทยศาสตร์ฯ มาทำงานเป็นครั้งคราว ตามวันและเวลาที่กำหนดตามข้อตกลง โดยมีหลักฐานใบเสร็จรับเงินซึ่งออกในนามของในราชการ มหาวิทยาลัยฯ ที่ทำการคณะทันตแพทยศาสตร์ เป็นผู้เรียกเก็บเงินจากคนไข้แล้วจ่ายค่าตอบแทนให้ทันตแพทย์เป็นค่าธรรมเนียมพิเศษนอกเวลาราชการตามข้อตกลงในระเบียบของมหาวิทยาลัยฯ ว่าด้วยค่าตอบแทนในการให้บริการ
นอกเวลาราชการปกติที่คลินิกทันตกรรมพิเศษ คณะทันตแพทยศาสตร์ พ.ศ. 2539 จึงไม่มีความสัมพันธ์ในลักษณะของนายจ้างกับลูกจ้าง เข้าลักษณะเป็นเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆ ที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ ตามมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร


3. สำหรับกรณีที่ทันตแพทย์ตาม 1 และ 2 ได้ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้ประจำปีไว้ไม่ถูกต้อง ให้ยื่นแบบแสดงรายการปรับปรุงเพิ่มเติมเพื่อชำระภาษีให้ถูกต้องและต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งตามมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร และไม่ต้องเสียเบี้ยปรับและค่าปรับอาญาแต่อย่างใด

ข้อหารือ


          นาย ก. ได้รับเงินเดือนและได้รับเงินจากการตรวจรักษาผู้ป่วยที่ คลินิกพิเศษนอกเวลาราชการของโรงพยาบาล โดยมี หนังสือข้อตกลงการประกอบโรคศิลปะ ซึ่งแพทย์เป็นผู้เรียกเก็บค่าตรวจรักษาจากผู้ ป่วยและมีการตกลงแบ่งรายได้จากค่าตรวจ รักษาให้โรงพยาบาลตามอัตราส่วนที่กำหนด เงินรายได้จากการตรวจรักษาผู้ป่วยที่คลินิก พิเศษนอกเวลาราชการดังกล่าว คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลได้มีเอกสารรับรองเป็นค่าตอบแทนจากการประกอบวิชาชีพอิสระ ตาม มาตรา 40(6) แห่ง ประมวลรัษฎากร ซึ่งนาย ก.ได้ยื่นเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของปีภาษี 2551 แล้ว แต่เมื่อเดือนกันยายน 2552 นาย ก. เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 40(2) แห่งประมวลรัษฎากร นาย ก.จึงขอทราบว่า เงินได้จากการตรวจผู้ป่วยในคลินิกพิเศษนอก เวลาราชการเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทใด


แนววินิจฉัย


          1. หากค่าตอบแทนที่แพทย์ได้รับเนื่องจากการจ้างแรงงาน ค่า ตอบแทนดังกล่าว ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) แห่งประมวลรัษฎากร แม้ว่างานที่ปฏิบัตินั้นจะใช้วิชาการทางการประกอบ โรคศิลปะอันเป็นวิชาชีพอิสระก็ตาม และเงินได้เนื่องจาก การจ้างแรงงาน หมายรวมถึง เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใดๆ บรรดาที่ได้รับ เนื่องจากการจ้างแรงงาน


          2. หากค่าตอบแทนที่แพทย์ได้รับเนื่องจากหน้าที่หรือ ตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ ซึ่งรวมถึง เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใดๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งที่ทำหรือ จากการรับทำงานให้ ไม่ว่าหน้าที่หรือตำแหน่งงานหรืองานที่ รับทำให้นั้นจะเป็นการประจำหรือชั่วคราว ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตาม มาตรา 40(2) แห่งประมวลรัษฎากร


          3. สำหรับค่าตอบแทนที่แพทย์ได้รับ ซึ่งจะถือเป็นเงินได้ พึงประเมินตามมาตรา 40(6) แห่งประมวลรัษฎากร ต้องปรากฏว่า

           แพทย์ได้เปิดคลินิกรักษาคนไข้เป็นการส่วนตัว หรือ

           แพทย์ทำสัญญาหรือ ตกลงกับสถานพยาบาลเพื่อขอใช้สถานที่ เครื่องมือและ อุปกรณ์เพื่อประกอบโรคศิลปะในนามของแพทย์ เพื่อตรวจและรักษาผู้ป่วยโดย แพทย์เป็นผู้เรียกเก็บค่าตรวจรักษาเองและมีข้อตกลงแบ่งเงินค่าตรวจรักษาที่ได้รับจากผู้ป่วยให้แก่สถานพยาบาลเป็นลายลักษณ์อักษร หรือ

          แพทย์ทำสัญญาหรือตกลงกับ สถานพยาบาลเพื่อขอใช้สถานที่เครื่องมือและอุปกรณ์เพื่อประกอบโรคศิลปะในนามของแพทย์เพื่อ ตรวจและรักษาผู้ป่วย และมี ข้อตกลงแบ่งเงินค่าตรวจรักษาที่ได้รับจากผู้ป่วย โดยสถานพยาบาลเป็นผู้เรียกเก็บค่าตรวจรักษาแทนแพทย์ แล้วนำมาจ่ายให้กับแพทย์เพื่อแบ่งรายได้ให้สถานพยาบาล

 

       เงินได้ที่แพทย์เรียกเก็บจากผู้ป่วยทั้งจำนวนเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (6) แห่งประมวลรัษฎากร มิใช่เฉพาะส่วนแบ่งที่เหลือหลังจากหักส่วนแบ่งของสถานพยาบาลออก


          กรณีตามข้อเท็จจริง หากนาย ก.ทำสัญญาหรือข้อตกลงกับ มหาวิทยาลัยมหิดลเพื่อขอใช้สถานที่ เครื่องมือและอุปกรณ์ เพื่อประกอบโรคศิลปะในนามของนาย ก. เพื่อตรวจและรักษาผู้ป่วย และมีข้อ ตกลงแบ่งค่าตรวจรักษาที่ได้รับจากผู้ป่วย โดย มหาวิทยาลัยมหิดลเป็นผู้เรียกเก็บค่าตรวจรักษาแทนนาย ก. แล้วนำมาจ่ายให้กับนาย ก. เพื่อ แบ่งรายได้ให้มหาวิทยาลัยมหิดลต่อไป เงินได้ที่นาย ก.เรียกเก็บจากผู้ป่วยทั้งจำนวนเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(6) แห่งประมวล รัษฎากร มิใช่เฉพาะ เงินส่วนแบ่งที่เหลือหลังจากหักส่วนแบ่งของมหาวิทยาลัยมหิดลออกแล้ว

ข้อหารือ

          บริษัทฯ ซึ่งจัดตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2543 โดยมีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการสถานพยาบาล ประเภทไม่รับผู้ป่วยไว้ค้างคืน ได้หารือเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยมีข้อเท็จจริงสรุปได้ ดังนี้

          1. บริษัทฯ ประกอบกิจการสถานพยาบาล ศ. ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาล ในชื่อของบริษัทฯ ประเภทที่ไม่รับผู้ป่วยไว้ค้างคืน เพื่อให้บริการทางการแพทย์ด้านรังสีวิทยา การตรวจรักษา และวินิจฉัยโรค (การประกอบโรคศิลปะด้านวิชาชีพเวชกรรม) โดยการตรวจรักษาเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ภาพคลื่นเสียงความถี่สูง และเอกซเรย์อื่นๆ ซึ่งในการตรวจรักษา และวินิจฉัยโรค จะมีแพทย์ผู้มีใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะด้านวิชาชีพเวชกรรมเป็นผู้ดูแล และให้ความเห็นทางการแพทย์ในผู้ป่วย ที่มารับบริการทุกราย


          2. ก่อนที่บริษัทฯ จะได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาลในชื่อของบริษัทฯ เพื่อประกอบกิจการตามข้อ 1 (ระหว่างปี พ.ศ. 2543-2549) บริษัทฯ ได้ให้บริการทางการแพทย์ภายใต้ใบอนุญาตให้ดำเนินกิจการสถานพยาบาลในชื่อของนายแพทย์ ก. ซึ่งอยู่ในฐานะกรรมการผู้จัดการของบริษัทฯ และบริษัทฯ เข้าใจมาโดยตลอดว่า ใบอนุญาตของนายแพทย์เกษมฯ สามารถใช้เพื่อดำเนินกิจการสถานพยาบาลของบริษัทฯ ได้ เนื่องจากนายแพทย์ ก. มีฐานะเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัทฯ ซึ่งถือเป็นตัวแทนของนิติบุคคล ตามมาตรา 77 มาตรา 797 มาตรา 820 มาตรา 821 และมาตรา 1167 แห่งประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์


          บริษัทฯ หารือว่า การประกอบกิจการสถานพยาบาลของบริษัทฯ ในช่วงระหว่างปี พ.ศ.2543-2549 โดยใช้ใบอนุญาตฯ ในชื่อของกรรมการผู้จัดการบริษัทฯ นั้น บริษัทฯ จะได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 81(1)(ญ) แห่งประมวลรัษฎากรหรือไม่

แนววินิจฉัย

          เนื่องจากใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาล เป็นใบอนุญาตเฉพาะตัวสำหรับผู้มีชื่อในใบอนุญาตเท่านั้นตามมาตรา 4 วรรคสาม มาตรา 16 และมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 ดังนั้น

         การที่บริษัทฯ ประกอบกิจการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับใบอนุญาตในชื่อของบริษัทฯย่อมถือไม่ได้ว่าบริษัทฯ เป็นสถานพยาบาลได้รับอนุญาตตามกฎหมาย ดังกล่าว บริษัทฯ จึงไม่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 81(1)(ญ) แห่งประมวลรัษฎากร
เลขตู้
: 71/35690

ข้อหารือ
          1. บริษัทฯ ประกอบกิจการให้บริการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมแก่ผู้ป่วยไตวายเฉียบพลันและเรื้อรังในโรงพยาบาล โดยแพทย์และพยาบาลที่เป็นผู้เชี่ยวชาญโรคไตโดยเฉพาะ ภายใต้การควบคุมมาตรฐานของโรงพยาบาลนั้นๆ ตามประกาศ กระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2543) เรื่อง มาตรฐานการให้บริการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมในสถานพยาบาล ลงวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2543
          2. บริษัทฯ ได้ทำสัญญาจ้างบริการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมกับโรงพยาบาล ก. ตกลงรับจ้างบริการฟอกเลือดด้วย เครื่องไตเทียม โดยมีการแบ่งภาระหน้าที่ความรับผิดชอบ ดังนี้
          2.1 ส่วนของโรงพยาบาลฯ
               (1) โรงพยาบาลฯ เป็นเจ้าของสถานที่ดำเนินการโดยโรงพยาบาลฯ มีฐานะเป็นสถานพยาบาลของรัฐ และ ไม่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม
               (2) ผู้ป่วยที่เข้ามารับการล้างไต เพื่อรักษาและบำบัดโรคทุกคน ต้องขึ้นเวชระเบียนกับโรงพยาบาลฯ โดย ต้องมารับการรักษาและบำบัดโรคตามที่แพทย์สั่งเท่านั้น
               (3) โรงพยาบาลฯ เป็นผู้ขายยา เวชภัณฑ์ทุกชนิดและให้บริการด้านอื่นๆ กับผู้ป่วยโดยตรง เช่น ตรวจเลือด X-Ray ผู้ป่วยนอนค้างคืน เป็นต้น
               (4) โรงพยาบาลฯ เป็นผู้เก็บค่ารักษาพยาบาล ออกใบเสร็จรับเงิน ใบรับรองแพทย์ หรือใบเบิกต้นสังกัด ทุกประเภท
               (5) โรงพยาบาลฯ และบริษัทฯ แบ่งค่ารักษาพยาบาลในการฟอกเลือดที่เก็บจากผู้ป่วยต่อรายตามที่ตกลง ในสัญญา ซึ่งกำหนดให้จ่ายค่าจ้างทุกวัน โดยบริษัทฯ ต้องยื่นใบแจ้งหนี้พร้อมสรุปรายละเอียดยอดผู้ป่วยเข้าใช้บริการและจำนวน เงินค่าจ้างในแต่ละงวดให้โรงพยาบาลฯ ทราบ ในการชำระค่าจ้าง โรงพยาบาลฯ จะหักภาษี ณ ที่จ่ายทุกครั้ง
          2.2 ส่วนของบริษัทฯ
               (1) บริษัทฯ เป็นผู้จัดหาพื้นที่ภายในอาคารของโรงพยาบาลฯ ที่มีขนาดเหมาะสมกับการติดตั้งเครื่องไตเทียม และอุปกรณ์อื่นๆ เพื่อให้บริการฟอกไตเทียม
               (2) บริษัทฯ เป็นผู้จัดหาเครื่องฟอกไตเทียม พร้อมอุปกรณ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่มีมาตรฐานตามกำหนดของ สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย
               (3) บริษัทฯ เป็นผู้จัดหาระบบเตรียมน้ำบริสุทธ์ สำหรับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมตามมาตรฐานของ สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย
               (4) บริษัทฯ จัดหาบุคลากร ซึ่งประกอบด้วยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางโรคไตอย่างน้อย 1 คน ต่อหนึ่งเวร พยาบาลผู้เชี่ยวชาญไตเทียมอย่างน้อย 1 คนต่อการดูแลผู้ป่วย 4 คนต่อเวร พยาบาลช่วยการพยาบาลอย่างน้อย 1 คนต่อเวร โดยบริษัทฯ เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น ซึ่งตามมาตรฐานการฟอกเลือดล้างไตเทียมของสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย แพทย์และ พยาบาลจะต้องมีใบอนุญาตการประกอบวิชาชีพเวชกรรมสาขาอายุรศาสตร์โรคไตและหลักสูตรพยาบาลไตเทียมด้วย
               (5) บริษัทฯ ให้บริการเสริมสำหรับการให้บริการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมในกรณีที่โรงพยาบาลฯ ไม่สามารถให้บริการได้
               (6) บริษัทฯ รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ ของใช้สิ้นเปลืองทุกชนิดที่ต้องใช้ในการฟอกเลือด
          บริษัทฯ ได้หารือว่า
          1. การประกอบกิจการของบริษัทฯ ถือเป็นการประกอบโรคศิลปะที่ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่
          2. สัญญาดังกล่าวของบริษัทฯ เป็นสัญญาจ้างทำของ ซึ่งอยู่ในบังคับต้องปิดอากรแสตมป์ถูกต้องหรือไม่


แนววินิจฉัย


          หากบริษัทฯ มิได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาลตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 การให้บริการฟอกเลือดของบริษัทฯ ไม่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 81(1)(ญ) แห่งประมวลรัษฎากร .


          กรณีบริษัทฯ ทำสัญญาจ้างกับโรงพยาบาลฯ โดยบริษัทฯ ตกลงรับจ้างบริการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม เข้าลักษณะเป็น สัญญาจ้างทำของ ตามมาตรา 587 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สัญญาดังกล่าวจึงเป็นตราสารที่อยู่ในบังคับต้องปิดอากรแสตมป์ ตามลักษณะแห่งตราสาร 4. จ้างทำของ แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์ บริษัทฯ จึงมีหน้าที่ต้องปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์ ตามมาตรา 104 แห่งประมวลรัษฎากร


1. กรณีมีใบอนุญาตประกอบกิจการ "สถานพยาบาล" ตามพระราชบัญญัติสถามพยาบาล พ.ศ. 2541 ถือเป็นเงินพึงประเมินตามมาตรา 40 (6) แห่งประมวลรัษฎากร รายได้ดังกล่าวได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (1)(ฌ) แห่งประมวลรัษฎากร จึงไม่สามารถยื่นคำขอจดทะเบียน VAT ได้

2. กรณีไม่มีใบอนุญาตให้ประกอบกิจการ "สถานพยาบาล" (นอกจากจะผิดต่อพระราชบัญญัติสถามพยาบาล พ.ศ. 2541 แล้วไม่ทราบว่าผิดกฎหมายอื่นใดหรือไม่) รายได้ที่ไดัรับ ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร และเป็นรายได้ที่อยู่ในข่ายที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

บริษัทฯ ประกอบกิจการตั้งแต่ปี 2534 เนื่องจากเอกสารเกี่ยวกับบัญชีในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีของบริษัทฯ มีจำนวนมาก ทำให้บริษัทฯ ประสบปัญหาในการเก็บรักษาเอกสาร บริษัทฯ จึงขอทราบว่า จะต้องเก็บรักษาเอกสารดังกล่าวเป็นระยะเวลาห้าปี ใช่หรือไม่

แนววินิจฉัย:         

      1. การเก็บรักษาเอกสารตามประมวลรัษฎากร ตามมาตรา 87/3 แห่งประมวลรัษฎากร ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มมีหน้าที่ต้องเก็บและรักษารายงานเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ใบกำกับภาษี และสำเนาใบกำกับภาษี พร้อมทั้งเอกสารประกอบการรายงานหรือเอกสารอื่นที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดไว้ ณ สถานประกอบการหรือสถานที่อื่นที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดเป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปีนับแต่วันที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือวันทำรายงาน แล้วแต่กรณี และ

      ในกรณีที่เห็นสมควร อธิบดีกรมสรรพากรจะกำหนดให้เก็บและรักษาไว้เกินห้าปีก็ได้ แต่ต้องไม่เกินเจ็ดปี ดังนั้น บริษัทฯ จึงมีหน้าที่จะต้องเก็บและรักษารายงานเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ใบกำกับภาษี และสำเนาใบกำกับภาษีพร้อมทั้งเอกสารประกอบการรายงานไว้ เป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปี แต่ไม่เกินเจ็ดปี

        อย่างไรก็ตาม เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจออกหมายเรียกหรือมีอำนาจเรียกเก็บภาษีอากรจากผู้มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือผู้มีหน้าที่นำส่งภาษี ตามมาตรา 23 มาตรา 83/6 และมาตรา 91/16 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งประมวลรัษฎากร มิได้กำหนดระยะเวลาดำเนินการ เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจออกหมายเรียกหรือประเมินภาษีอากรได้ภายใน 10 ปี ทั้งนี้ ตามมาตรา 193/31 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการหรือผู้มีหน้าที่นำส่งภาษี จึงต้องมีเอกสารเกี่ยวกับการประกอบกิจการเพื่อให้เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบในกรณีดังกล่าว

        2. สำหรับบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชี บริษัทฯ มีหน้าที่เก็บรักษาตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงพาณิชย์


การเก็บรักษาเอกสารทางบัญชี พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรา 5 และตามมาตรา 14 ให้ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีต้องเก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปีนับแต่วันปิดบัญชีหรือจนกว่าจะมีการส่งมอบบัญชี และเพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบ

ส่วนการเก็บรักษาเอกสารภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 87/3 กำหนดให้ผู้ประกอบการเก็บรักษาไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี แต่ไม่เกิน 7 ปี นับแต่วันที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือวันทำรายงาน แล้วแต่กรณี

อย่างไรก็ตาม เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจออกหมายเรียกหรือมีอำนาจเรียกเก็บภาษีอากรจากผู้มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือผู้มีหน้าที่นำส่งภาษี ตามมาตรา 23 มาตรา 83/6 และมาตรา 91/16 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งประมวลรัษฎากร มิได้กำหนดระยะเวลาดำเนินการ เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจออกหมายเรียกหรือประเมินภาษีอากรได้ภายใน 10 ปี

สรุป การเก็บรักษาเอกสารทางบัญชี 5-7 ปี ทางภาษี 10 ปี

ข้อหารือ
          โรงพยาบาล ฯ ได้หารือข้อกฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรณีเงินได้จากวิชาชีพอิสระ การประกอบโรคศิลปะ โดยมีข้อเท็จจริงสรุปได้ว่า

 

ผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบโรคศิลปะ (แพทย์) ของโรงพยาบาลฯ ได้รับเงินเดือนและได้รับเงินจากการตรวจรักษาผู้ป่วยที่คลินิกพิเศษนอกเวลาราชการของโรงพยาบาลฯ ซึ่งแพทย์ต้องทำสัญญาหรือตกลงกับสถานพยาบาลเพื่อขอใช้สถานที่ เครื่องมือ และอุปกรณ์เพื่อประกอบโรคศิลปะในนามของแพทย์เพื่อตรวจและรักษาผู้ป่วย และมีข้อตกลงแบ่งเงินค่าตรวจรักษาที่ได้รับจากผู้ป่วย โดยสถานพยาบาลเป็นผู้เรียกเก็บค่าตรวจรักษาแทนแพทย์ แล้วนำมาจ่ายให้กับแพทย์เพื่อแบ่งรายได้ให้สถานพยาบาล เงินได้ที่แพทย์เรียกเก็บจากผู้ป่วยทั้งจำนวนถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐(๖) แห่งประมวลรัษฎากร มิใช่เฉพาะส่วนแบ่งที่เหลือหลังจากหักส่วนแบ่งของสถานพยาบาลออก

 

ความเข้าใจของโรงพยาบาลฯ ดังกล่าว ถูกต้องหรือไม่ อย่างไร


แนววินิจฉัย


          ๑. หากผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบโรคศิลปะได้รับค่าตอบแทนที่เป็นเงินได้พึงประเมิน เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ตามมาตรา ๔๐ (๒) แห่งประมวลรัษฎากร โรงพยาบาลฯ ในฐานะผู้จ่ายเงินได้ดังกล่าวมีหน้าที่ต้องคำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายไว้ทุกคราวที่จ่ายเงิน ตามมาตรา ๕๐ (๑) แห่งประมวลรัษฎากร


          ๒. หากผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบโรคศิลปะได้รับค่าตอบแทนที่เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๖) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแยกเป็น ๒ กรณี ดังนี้


                    (๑) กรณีผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบโรคศิลปะทำสัญญาหรือข้อตกลงกับสถานพยาบาลเพื่อขอใช้สถานที่ เครื่องมือ และอุปกรณ์เพื่อประกอบโรคศิลปะในนามของผู้ได้รับอนุญาตเพื่อตรวจและรักษาผู้ป่วย โดยผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบโรคศิลปะเป็นผู้เรียกเก็บเงินค่าตรวจรักษาเอง และมีข้อตกลงแบ่งเงิน ค่าตรวจรักษาที่ได้รับจากผู้ป่วยให้แก่สถานพยาบาลเป็นลายลักษณ์อักษร


                   (๒) กรณีผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบโรคศิลปะทำสัญญาหรือข้อตกลงกับสถานพยาบาล เพื่อขอใช้สถานที่ เครื่องมือ และอุปกรณ์เพื่อประกอบโรคศิลปะในนามของผู้ได้รับอนุญาตเพื่อตรวจและรักษาผู้ป่วย และมีข้อตกลงแบ่งเงินค่าตรวจรักษาที่ได้รับจากผู้ป่วยโดยสถานพยาบาลเป็นผู้เรียกเก็บเงินค่าตรวจรักษาแทนผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบโรคศิลปะ แล้วนำมาจ่ายให้กับผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบโรคศิลปะเพื่อแบ่งรายได้ให้แก่สถานพยาบาลต่อไป


          ทั้งกรณี (๑) และ (๒) ให้ถือว่าเงินที่ผู้ได้รับอนุญาตเรียกเก็บจากผู้ป่วยทั้งจำนวนเป็นเงินได้ พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๖) แห่งประมวลรัษฎากร ของผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบโรคศิลปะ มิใช่เฉพาะเงิน ส่วนแบ่งที่เหลือหลังจากหักส่วนแบ่งของสถานพยาบาลออกแล้ว

1. ในกรณีที่รายได้คลินิก ในส่วนของค่าบริการสถานพยาบาล ประมาณการคาดว่าจะเกิน 1.8 ล้านบาทนั้น ในการเข้ายื่นเรื่องขอจดภาษีมูลค่าเพิ่ม ควรระบุอย่างไรให้ชัดเจนเพื่อความชัดเจนระหว่างกิจการสถานพยาบาลที่ไม่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม และค่าบริการที่อยู่ในระบบ (จากการโทรสอบถาม จนท. พื้นที่่ จนท. แจ้งว่าถ้าจะจด VAT มูลค่าทั้งหมดต้องนำส่ง VAT ไม่แยกว่าเป็นรายได้ประเภทใดๆ ทั้งสิ้น)

2. ในการออกใบเสร็จรับเงินของแพทย์ที่มีสัญญาใช้บริการพื้นที่ เครื่องมือ ของคลินิกนั้น ต้องเป็นใบเสร็จรับเงินของแพทย์ท่านนั้น หรือ สามารถใช้ใบเสร็จรับเงินของคลินิกและระบุว่าเป็นการรับเงินแทนแพทย์ท่านนั้นได้หรือไม่คะ


3. ในการเฉลี่ยภาษีซื้อ ถ้ากรณีที่มีภาษีซื้อที่นำมาใช้ในงานกิจการทั้งสองประเภท จำนวนน้อย กิจการสามารถเลือกที่จะไม่ขอคืนภาษีซื้อเลย ส่งแต่ภาษีขาย และนำภาษีซื้อทั้งหมดบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้หรือไม่


ขอขอบคุณ

สุเทพ พงษ์พิทักษ์


วิสัชนา:


ต่อข้อถามเพิ่มเติม ขอเรียนว่า


1. ในกรณีที่รายได้คลินิก ในส่วนของค่าบริการสถานพยาบาล ประมาณการคาดว่าจะเกิน 1.8 ล้านบาทนั้น ได้แก่ รายได้เงินส่วนแบ่งที่ได้รับตามสัญญา เนื่องจากการให้บริการใช้สถานที่และเครื่องมือ ที่บริษัทฯ ได้รับจากแพทย์แต่ละท่าน ไม่ใช้มูลค่าทั้งหมดไม่แยกว่าเป็นรายได้ประเภทใดๆ ทั้งสิ้น แต่อย่างใด


2. ในการออกใบเสร็จรับเงินของแพทย์ที่มีสัญญาใช้บริการพื้นที่ เครื่องมือ ของคลินิกนั้น สามารถใช้ใบเสร็จรับเงินของคลินิก และระบุว่าเป็นการรับเงินแทนแพทย์ท่านนั้นได้ ทั้งนี้ ตามมาตรา 105 และมาตรา 105 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร

 


3. ในการเฉลี่ยภาษีซื้อ ถ้ากรณีที่มีภาษีซื้อที่นำมาใช้ในงานกิจการทั้งสองประเภท จำนวนน้อย กิจการสามารถเลือกที่จะไม่ขอคืนภาษีซื้อเลย ส่งแต่ภาษีขาย และนำภาษีซื้อทั้งหมดบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ เฉพาะในกรณีที่เป็นการประกอบกิจการต่อเนื่องจากรอบระยะเวลาบัญชีปีก่อน โดยมีรายได้ที่อยู่ในบังค้บต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่เกินร้อยละ 10 ของรายได้รวมของทั้งสองประเภทกิจการ

คณ Bee TheAcc (27 กันยายน พ.ศ. 2561 เวลา 16:17 น.)

เรียนถามท่านอาจารย์ เกี่ยวกับการประกอบการสถานพยาบาลดังนี้


บริษัทฯ จดทะเบียนประกอบกิจการสถานสถานพยาบาล ได้รับใบอนุญาตดำเนินการสถานพยาบาลภายใต้ชื่อบริษัทฯ

 

บริษัทฯ ได้มีการตกลงทำสัญญากับแพทย์เพื่อขอใช้สถานที่ เครื่องมือ และอุปกรณ์เพื่อประกอบโรคศิลปะในนามของแพทย์ เพื่อตรวจและรักษาผู้ป่วย โดย แพทย์เป็นผู้เรียกเก็บค่าตรวจรักษาเอง และมีข้อตกลงแบ่งเงินค่าตรวจรักษาที่ได้รับจากผู้ป่วยให้แก่สถานพยาบาลเป็นลายลักษณ์อักษร หรือแพทย์ทำสัญญาหรือตกลงกับสถานพยาบาลเพื่อขอใช้สถานที่เครื่องมือและอุปกรณ์เพื่อประกอบโรคศิลปะในนามของแพทย์ เพื่อตรวจและรักษาผู้ป่วย และมีข้อตกลงแบ่งเงินค่าตรวจรักษาที่ได้รับจากผู้ป่วย โดยสถานพยาบาลเป็นผู้เรียกเก็บค่าตรวจรักษาแทนแพทย์ แล้วนำมาจ่ายให้กับแพทย์เพื่อแบ่งรายได้ให้สถานพยาบาล

 

ซึ่งบริษัทฯ เข้าใจดีว่า รายได้แพทย์จากเงือนไขข้างต้นเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (6) แห่งประมวลรัษฎากรทั้งจำนวน


ขอสอบถามในส่วนของบริษัทฯ ว่า เงินส่วนแบ่งที่ได้รับตามสัญญาเป็นเงินได้ที่ได้การยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ และในกรณีต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มบริษัทฯ ต้องขอจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่ม ต้องมีการเฉลี่ยภาษีซื้อหรือไม่ และสัญญาดังกล่าวต้องติดอากรแสตมป์หรือไม่


ขอขอบคุณ

สุเทพ พงษ์พิทักษ์
วิสัชนา:
ขอเรียนว่า


1. เงินส่วนแบ่งที่ได้รับตามสัญญาเป็นเงินได้ที่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เนื่องจากการให้บริการใช้สถานที่และเครื่องมือ
....ในกรณีต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มบริษัทฯ ต้องขอจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่ม


2. เนื่องจากบริษัทฯ มีรายได้ทั้งทีอยู่ในข่ายที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อบริษัทฯ ได้นำสินค้าหรือบริการที่ได้มาหรือได้รับมาในการประกอบกิจการของตนไปใช้ หรือจะใช้ในกิจการทั้งสองประเภท ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนนั้นเฉลี่ยภาษีซื้อที่จะนำมาหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 82/3 ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามมาตรา 82/6 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 29)


3. สัญญาดังกล่าวไม่เข้าลักษณะเป็นตราสารที่ต้องติดอากรแสตมป์ แต่อย่างใด เพราะไม่ใช่สัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ หรือสัญญาจ้างทำของ

ขอบพระคุณข้อมูลจาก Facebook สุเทพ พงษ์พิทักษ์ อดีตสรรพากรภาค 4 กรมสรรพากร

ข้อควรระวัง

กรณีที่กิจการ ประกอบคลินิกเวชกรรม ในนามนิติบุคคลที่ได้รับใบอนุญาตประกอบการสถานพยาบาล ออกรายได้ค่ารักษาพยาบาล มีภาษีมูลค่าเพิ่ม  และออกใบกำกับภาษี เป็นการออกใบกำกับภาษีมิชอบด้วยกฎหมาย

Share on facebook
Facebook

Related Articles | บทความที่คุณอาจสนใจ

รับทำบัญชี คลินิก ตัวอย่างการทำบัญชีคลินิก การ เสีย ภาษี คลินิก คลินิก นิติบุคคล คลินิก เวชกรรม ภาษีมูลค่าเพิ่ม อบรม ภาษี สถาน พยาบาล โรง พยาบาล เสีย ภาษี อะไร บ้าง ระบบ คลินิก โปรแกรม คลินิก โปรแกรมคลินิก บัญชี โปรแกรมคลินิก pantip

Bee-Accountant service

  • รับทำบัญชี
  • ตรวจสอบบัญชี
  • วางระบบบัญชี
  • ดูแลสวัสดิการพนักงาน
  • จดทะเบียนบริษัท และ ห้าง

Our mission

Bee Accountant ยึดมั่นในความถูกต้อง โปร่งใส ตรงเวลา งานได้คุณภาพ ตรวจสอบได้จากทุกหน่วยงาน เช่นกรมสรรพากร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า  คปภ และหน่วยงานอื่นๆ

Contact us

  • บริษัท บี.อี. แอคเคาน์ติ้ง เซอร์วิสเซส จำกัด
  • HO 123/208 The Met ทุ่งมหาเมฆ สาทร กรุงเทพ (สำนักงานบัญชี)
  • TEL 091-830-3543
  • Email: admin@beeaccountant.com
  • Line ID : @beeaccountant
  • เวลาทำการ: จันทร์-เสาร์ 9.00:17.30 น
Post Views: 1,237
Scroll Up