Skip to content

ธุรกิจบริการทางการแพทย์ ระบบบัญชี ภาษี

ธุรกิจบริการทางการแพทย์ ระบบบัญชี

ธุรกิจบริการทางการแพทย์  เช่น คลินิกเวชกรรม คลินิกทันตกรรม คลินิกกายภาพบำบัด คลินิกแพทย์แผนไทย ห้องแล็บ

จะต้องขอรับใบอนุญาต 2 ประเภท คือ

 1. ใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาล ต่ออายุทุก 10 ปี

 2 ใบอนุญาตให้ดำเนินการสถานพยาบาล สำหรับผู้ให้บริการในสถานพยาบาล ต่ออายุทุก 2 ปี

กรณีที่สถานพยาบาลตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร ให้ยื่นคำขอที่สำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรค ศิลปะ กระทรวงสาธารณสุข

กรณีที่คลินิกตั้งในส่วนภูมิภาค ให้ยื่นที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด โดยผู้ขอรับ ใบอนุญาตจะต้องเป็นผู้ที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ หรือใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะเท่านั้น

สำหรับธุรกิจนวดแผนไทย หากการนวดเป็นการกระทำเพื่อบำบัดโรค วินิจฉัยโรค ฟื้นฟูสมรรถภาพ ก็ถือเป็น การประกอบโรคศิลปะ ผู้ที่จะทำการนวดได้ ต้องขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขา การแพทย์แผนไทยหรือเวชกรรมโบราณ จากคณะกรรมการวิชาชีพก่อน และต้องดำเนินการในสถานพยาบาลที่ ได้รับอนุญาตแล้วเท่านั้น

สำนักงานบัญชี BEE-Accountant

รับทำบัญชีกิจการซื้อมาขายไป ปิดงบ ยื่นภาษี รับตรวจสอบบัญชี คุณภาพดีตรงต่อเวลา มีขั้นตอนการทำงานเป็นระบบระเบียบ เอกสารประกอบการรับทำบัญชี ชัดเจนกับผู้ปฎิบัติงาน และกิจการการที่เป็นลูกค้า  รับสอบการทำบัญชี โดยโปรแกรม express  ตัวอย่างหัวข้อการสอน Click

อัตราค่าบริการทำบัญชี
ธุรกิจบริการทางการแพทย์ ระบบบัญชี

ธุรกิจบริการทางการแพทย์ ในส่วนของสรรพากร

ในส่วนของการยื่นภาษี ประเภทเงินได้ 40(1) 40(2) และ 40(6) การจดทะเบียนภาษีูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย นั้น สำหรับกิจการที่จดทะเบียนเป็น สถานพยาบาล นั้นจะแตกต่างจากกิจการอื่นๆ ดังนี้

สถานพยาบาล ในความหมายของกรมสรรพากร

         หลักเกณฑ์ที่ใช้ในการพิจารณาว่าเป็น “สถานพยาบาล” ที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (1)(ญ) แห่งประมวลรัษฎากร (NON-VAT) ได้แก่พระราชบัญญัติสถามพยาบาล พ.ศ. 2541 ได้บัญญัตินิยามศัพท์คำวา “สถานพยาบาล” ไว้ดังนี้

สถานพยาบาล หมายความว่า สถานที่รวมตลอดถึงยานพาหนะซึ่งจัดไว้เพื่อการประกอบโรคศิลปะตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะการประกอบวิชาชีพเวชกรรมตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพเวชกรรม การประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ หรือการประกอบวิชาชีพทันตกรรมตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพทันตกรรม ทั้งนี้ โดยกระทำ เป็นปกติธุระ ไม่ว่าจะได้รับประโยชน์ตอบแทนหรือไม่ แต่ไม่รวมถึงสถานที่ขายยาตามกฎหมายว่าด้วยยา ซึ่งประกอบธุรกิจการขายยาโดยเฉพาะ


ประเภทกิจการ ภาษีเงินได้ที่เกี่ยวข้อง ภาษีมูลค่าเพิ่ม
บุคคลธรรมดา
กรณีประกอบกิจการในนามของบุคคลธรรมดา และได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการ "สถานพยาบาล" ตามพระราชบัญญัติสถามพยาบาล พ.ศ. 2541

ถือเป็นเงินพึงประเมินตามมาตรา 40 (6) แห่งประมวลรัษฎากร

รายได้ดังกล่าวได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (1)(ฌ) แห่งประมวลรัษฎากร

จึงไม่สามารถยื่นคำขอจดทะเบียน VAT ได้ ในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ยอมให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาในอัตราร้อยละ 60 ของเงินได้

นิติบุคคล
กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลประกอบกิจการดังกล่าว มีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาเช่นเดียวกับกรณีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กล่าวคือ กรณีมีใบอนุญาตประกอบกิจการ "สถานพยาบาล" ตามพระราชบัญญัติสถามพยาบาล พ.ศ. 2541


ถือเป็นเงินพึงประเมินตามมาตรา 40 (6) แห่งประมวลรัษฎากร


รายได้ดังกล่าวได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (1)(ฌ) แห่งประมวลรัษฎากร จึงไม่สามารถยื่นคำขอจดทะเบียน VAT ได้

ธุรกิจบริการทางการแพทย์ ในส่วนของรายได้แพทย์ในสถานพยาบาล

เงินได้ของแพทย์ประจำสถานพยาบาล คลินิก เสริมความงาม ทันตกรรม อายุรกรรมทั่วไป สามารถแบ่งออกได้ดังนี้

 1.กรณีเป็นลูกจ้างได้รับเงินเดือนค่าจ้าง เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร
          
(ขึ้นทะเบียนประกันสังคม เงินได้บุคคลธรรมดา นำส่งภาษีอัตราก้าวหน้า)

2.กรณีได้รับเงินได้ขั้นต่ำ โดยไม่คำนึงว่าจะทำการรักษาพยาบาลหรือไม่ เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร
          ( เงินได้จากการรับทำงานให้ มาตรา 40 (2)   เงินได้บุคคลธรรมดา นำส่งภาษีอัตราก้าวหน้า)

3. กรณีได้รับเงินได้จากการเปิดคลีนิคในสถานพยาบาล เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (6) แห่งประมวลรัษฎากร

ธุรกิจบริการทางการแพทย์ ในส่วนของรายได้คลินิก

    กรณีมีรายได้เกี่ยวกับศัลยกรรมใบหน้าทั้งหลาย รายได้จากการฉีดโบท็อกซ์ ร้อยไหม ฉีดสารเติมเต็ม  รายได้ขายครีมสำหรับทาหลังจากทำศัลยกรรม ค่าฉีดบำรุงด้วยวิตามิน ล้างสารพิษ เมโสหน้าใส รายได้เกี่ยวกับสิว ฉีดสิว ลดรอยสิว แผลเป็นจากสิว ครีมบำรุง และรักษาสิว ฝ้า กระ รอยด่างดำ และค่าอาหารเสริม นั้น

    หากรายได้ดังกล่าวเป็นรายได้จากการประกอบกิจการสถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล  หากดำเนินการภายใต้หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาลกำหนด ย่อมถือว่า เป็นรายได้ของสถานพยาบาลทั้งสิ้น ซึ่งอยู่ในข่ายที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มทุกรายการ ตามมาตรา 81 (1) แห่งประมวลรัษฎากร แต่ถ้ามิได้ประกอบกิจการภายใต้กฎหมายสถานพยาบาล เช่น ขายอาหารเสริม โดยไม่มีข้อแนะนำใดๆ จากแพทย์ผู้รักษาพยาบาล ดังเช่นร้านขายยาทั่วไป ก็ย่อมถือเป็นรายได้ที่อยู่ในข่ายที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2 (1) แห่งประมวลรัษฎากร

ธุรกิจบริการทางการแพทย์ ในส่วนของ ค่าใช้จ่ายคลินิก

เลขที่หนังสือ : กค 0811/พ.01735
วันที่ : 23 กุมภาพันธ์ 2542

เรื่อง  : ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการให้เช่าพื้นที่

ข้อกฎหมาย  : มาตรา 81, มาตรา 82, มาตรา 77/1, มาตรา 77/2

ข้อหารือ: บริษัท ก. จำกัด บริษัทฯ ได้ให้เช่าพื้นที่ 2 ลักษณะ คือ สัญญาเช่าระยะยาว (LongTerm) ตั้งแต่ 1 - 3 ปีขึ้นไป

โดยกำหนดอัตราค่าเช่าต่อเดือน กำหนดพื้นที่ หมายเลขห้องที่เช่าไว้แน่นอน และมีสัญญาเช่าต่อกัน และการให้เช่าระยะสั้น (Short Term) ระยะเวลา 3 วันถึง 1 เดือน

โดยกำหนดราคาเช่าตามขนาดของพื้นที่ และตำแหน่ง (ทำเล) โดยทำหนังสือแสดงเจตนาการจองไว้

แต่พื้นที่และหมายเลขตำแหน่งที่จองอาจจะเปลี่ยนแปลงได้โดยการวินิจฉัยของผู้รับจอง เพื่อความเหมาะสมและผลประโยชน์ร่วมกันของผู้ให้เช่าและร้านค้าในโครงการ

บริษัทฯ คิดค่าบริการความเย็น ค่าไฟฟ้าน้ำประปา แก๊ส เป็นรายเดือนอีกส่วนหนึ่งโดยรวมภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ในค่าบริการ แต่การให้เช่าพื้นที่บริษัทฯไม่ได้เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม .

ขอทราบว่าให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ ตามสัญญาเช่าระยะยาวเป็น
การให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม

แนววินิจฉัย

: 1. การเช่าห้องตามสัญญาเช่าระยะยาว บริษัทฯ ผู้ให้เช่าได้ทำสัญญาแยกออกเป็น 2 สัญญา

คือ สัญญาเช่าและสัญญาบริการ หากตามสัญญาเช่าดังกล่าวเป็นกรณีผู้ให้เช่าตกลงให้ผู้เช่าได้ใช้ หรือได้รับประโยชน์ในห้องที่เช่าอันมีระยะเวลาที่กำหนด และผู้เช่าตกลงจะให้ค่าเช่าเพื่อการเช่า นั้น บริษัทฯ ผู้ให้เช่าได้แยกคิดค่าบริการ (ค่ารักษาความปลอดภัย บำรุงรักษาและซ่อมแซม รักษาความสะอาด กำจัดขยะมูลฝอย ความเย็น ฯลฯ) ออกต่างหากจากเงินค่าเช่า เงินค่าเช่าห้องที่บริษัทฯ ได้รับตามสัญญาเช่า เข้าลักษณะเป็นเงินที่ได้รับจากการให้บริการเช่าอสังหาริมทรัพย์ ได้รับยกเว้น
ภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 81 (1) (ต) แห่งประมวลรัษฎากร

2. กรณีบริษัทฯ ให้ใช้พื้นที่เพื่อวางขายสินค้าเป็นการชั่วคราวในห้างสรรพสินค้า โดยบริษัทฯ ได้จัดให้มีการให้บริการความเย็น ไฟฟ้า น้ำประปา แก๊ส โดยได้คิดค่าใช้พื้นที่และค่าบริการรวมกัน เข้า ลักษณะเป็นการให้บริการตามมาตรา 77/1 (10) แห่งประมวลรัษฎากร อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2 (1) และมาตรา 82 (1) แห่งประมวลรัษฎากร

เลขตู้: 62/27562

คลินิกที่ตั้งในห้างสรรพสินค้า จะมีค่าเช่า และ ค่าบริการ  การหักภาษี ณ ที่จ่ายเป็นดังนี้

ค่าเช่า หักภาษี ณ ที่จ่ายอัตราร้อยละ 5
ค่าบริการ หักภาษี ณ ที่จ่ายอัตราร้อยละ 3 จากยอดค่าบริการก่อนภาษีมูลค่าเพิ่ม

Inbox: เสาร์ที่ 13 กรกฎาคม 2562 เวลา 10:00 น.
คุณ Nam Darunee Mongkol
อาจารย์คะ หนูสงสัยค่ะ
หนูต้องกรอกแบบที่ 3 ไหมคะ
ค่าเช่าที่ผู้ให้เช่ารับ 10,000 บาทค่ะ
กรณีออกแทนหัก ณ ที่จ่ายให้ผู้ให้เช่าค่ะ

สุเทพ พงษ์พิทักษ์
วิสัชนา:
กรณีบริษัทฯ จ่ายค่าเช่าให้แก่ผู้ให้เช่าสุทธิจำนวน 10,000 บาท โดยออกภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายให้แก่ผู้ให้เช่าทุกทอด เป็นจำนวน 526.32 บาท
หากประสงค์จะกรอกในแบบ ภ.ง.ด.3 แบที่ 3 คือออกให้ทุกทอด (ตลอดไป) ให้กรอกจำนวนเงินที่จ่ายสุทธิ คือ 10,000 บาท และจำนวนภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย 526.32 บาท
หากประสงค์จะกรอกในแบบ ภ.ง.ด.3 แบบที่ 1 คือ ภาษีเงินได้หัก ณ ทีจ่าย ให้กรอกจำนวนเงินได้ทั้งสิ้นที่จ่าย คือ 10,526.32 บาท และจำนวนภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย 526.32 บาท

ผลกระทบที่เกิดขึ้น เมื่อธุรกิจบริการทางการแพทย์ เข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม

ข้อหารือ 
            1. ห้างฯ จดทะเบียนนิติบุคคล เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2547 และจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2547 สำนักงานตั้งอยู่กรุงเทพมหานคร ประกอบกิจการให้บริการห้องแล็บ วิจัยชิ้นเนื้อ ลักษณะการประกอบกิจการ คือ ให้บริการห้องแล็บ วิจัยชิ้นเนื้อ โดยรับตรวจชิ้นเนื้อของผู้ป่วยโรงพยาบาลที่ส่งมาให้ และรับจากผู้ป่วยโดยตรงที่แพทย์แนะนำมาให้ตรวจ เพื่อวิเคราะห์และวิจัยโดยพยาธิแพทย์ รวมถึงให้คำปรึกษาวางแผนร่วมกับแพทย์เจ้าของไข้ โดยลูกค้าของห้างฯ ได้แก่ โรงพยาบาลต่างๆ บุคคลธรรมดาและนิติบุคคลบ้างเล็กน้อย เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2553 ห้างฯ ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาลและห้างฯได้ออกใบกำกับภาษีขายนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มตามแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) โดยใช้ภาษีขายหักภาษีซื้อ มีภาษีชำระทุกเดือนภาษี
          2. กรณีการประกอบกิจการสถานพยาบาลของห้างฯดังกล่าว จะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่
          3. เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2554 ห้างฯ ได้ยื่นแบบคำขอถอนทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.08)เนื่องจากทราบว่า เป็นผู้ประกอบการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 81 (1) (ญ) แห่งประมวลรัษฎากร และได้รับอนุมัติให้ถอนทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ต่อมากรมสรรพากรได้แจ้งการขีดชื่อเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.79) เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2555
          4. ขอทราบว่าความเห็นดังต่อไปนี้ถูกต้อง หรือไม่
               4.1 กรณีภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อห้างฯ ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาล เมื่อวันที่9 กุมภาพันธ์ 2553 ซึ่งได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 81 (1) (ญ) แห่งประมวลรัษฎากร "การให้บริการรักษาพยาบาลของสถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล" เป็นผลให้ห้างฯ มิได้ประกอบกิจการที่อยู่ในข่ายต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 77/2 (1) แห่งประมวลรัษฎากร นับแต่วันที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาล เป็นต้นไป ห้างฯ จึงไม่มีสิทธิดังต่อไปนี้
                    (1) ห้างฯ ไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีขายสำหรับรายได้จากการให้บริการดังกล่าว ดังนั้น ใบกำกับภาษีขายที่ห้างฯ ได้ออกไปนับตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2553 จึงเป็นใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่มีสิทธิออก ตามมาตรา 86/13 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งห้างฯ จะต้องรับผิดเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามใบกำกับภาษีพร้อมเบี้ยปรับเป็นเงินสองเท่าของจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 89 (6) แห่งประมวลรัษฎากร
                    (2) ห้างฯ ไม่มีสิทธินำภาษีซื้อสำหรับกิจการสถานพยาบาลมาใช้เป็นเครดิตในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องเสียภาษี ตามมาตรา 82/3 และมาตรา 82/5 (6) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42) เรื่อง การกำหนดภาษีซื้อที่ไม่ให้นำไปหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 82/5 (6) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2535
                    (3) กรณีภาษีซื้อที่ไม่มีสิทธินำมาถือเป็นเครดิต ห้างฯ ต้องยื่นแบบเพิ่มเติมชำระภาษีพร้อมเงินเพิ่ม เบี้ยปรับ ตามมาตรา 89/1 และมาตรา 89 (3) (4) แห่งประมวลรัษฎากร
               4.2 กรณีภาษีเงินได้นิติบุคคล เนื่องจากก่อนหน้านี้ ห้างฯ อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มรายได้ตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) จะต้องเป็นรายได้ที่ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อห้างฯ ได้ออกจากระบบภาษีมูลค่าเพิ่มรายได้ตามแบบ ภ.ง.ด.50 จะต้องเป็นรายได้ที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ดังนั้น จึงต้องนำภาษีมูลค่าเพิ่มในช่วงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2553 ถึงวันที่ 19 มกราคม 2555เป็นรายได้ในแบบ ภ.ง.ด.50 ด้วย

--------------------แนววินิจฉัย-----------------------------


          1. กรณีภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามข้อเท็จจริงห้างฯ จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อวันที่ 21มิถุนายน 2547 ประกอบกิจการให้บริการห้องแล็บ วิจัยชิ้นเนื้อ โดยรับตรวจชิ้นเนื้อของผู้ป่วยที่โรงพยาบาลส่งมาให้และรับจากผู้ป่วยโดยตรงเพื่อทำการวิเคราะห์ วิจัย โดยพยาธิแพทย์ รวมถึงให้คำปรึกษาวางแผนร่วมกับแพทย์เจ้าของไข้ ต่อมาเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2553 ห้างฯ ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล ดังนั้น ตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2553 ซึ่งเป็นวันที่ห้างฯ ประกอบกิจการให้บริการรักษาพยาบาลของสถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล

               จึงเข้าลักษณะเป็นการให้บริการรักษาพยาบาลของสถานพยาบาล ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 81 (1) (ญ) แห่งประมวลรัษฎากร
               และห้างฯม่มีสิทธิแจ้งต่ออธิบดีกรมสรรพากรเพื่อจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 81/3 แห่งประมวลรัษฎากร

               โดยห้างฯ มีหน้าที่ต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.09) พร้อมคืนใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20) ณ สถานที่ซึ่งได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ ภายในสิบห้าวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ และมีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับสินค้าคงเหลือและหรือทรัพย์สินที่ห้างฯ มีไว้ในการประกอบกิจการ ณ วันเลิกประกอบกิจการ โดยมูลค่าของฐานภาษีให้ถือตามราคาตลาด ณ วันเลิกประกอบกิจการ และไม่ต้องออกใบกำกับภาษีแต่อย่างใด ส่วนรายงานเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ห้างฯ ไม่มีหน้าที่จัดทำอีกต่อไป แต่ต้องเก็บและรักษารายงานที่ตนมีหน้าที่ต้องเก็บรักษาอยู่ในวันเลิกประกอบกิจการต่อไปอีกสองปี ทั้งนี้ ตามมาตรา 77/1(8)(ฉ) มาตรา 79/3(5) มาตรา 85/15 มาตรา 87 มาตรา 87/3(2) และมาตรา 78/3(5) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับกฎกระทรวง ฉบับที่ 189 (พ.ศ. 2534) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มบางกรณี และมีผลทำให้

          1.1 ห้างฯ ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีและเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้รับบริการ และไม่มีสิทธิขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกผู้ประกอบการจดทะเบียนอื่นเรียกเก็บ ดังนั้น

                    (1) หากปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ชำระไว้แล้วมีจำนวนมากกว่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่ได้รับคืน ห้างฯ เป็นผู้มีสิทธิขอคืนตามนิยามที่กำหนดไว้ในข้อ 4 ของระเบียบกรมสรรพากรว่าด้วยการคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม พ.ศ. 2539 โดยยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากร (ค.10) ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่ผู้ขอคืนมีภูมิลำเนาภายในสามปีนับแต่วันที่ได้ชำระภาษี ตามมาตรา 84/1 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 9.3 ของระเบียบกรมสรรพากรฉบับดังกล่าว

                    (2) หากปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ชำระไว้แล้วมีจำนวนน้อยกว่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่ได้รับคืนให้ สท. กรุงเทพมหานคร 23 แจ้งเป็นหนังสือแจ้งการสั่งคืนเงินภาษีอากรผิดพลาด (ค.31)ไปยังห้างฯ เพื่อให้ส่งคืนเงินภาษีภายในกำหนดเวลา 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งเป็นหนังสือ เนื่องจากห้างฯได้รับเงินภาษีไปโดยปราศจากมูลที่จะอ้างกฎหมายได้และเป็นทางให้กรมสรรพากรเสียเปรียบอันเป็นลาภมิควรได้ ตามมาตรา 406 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หากห้างฯ มิได้ส่งคืนเงินภาษีในเวลาที่กำหนดให้ สท. กรุงเทพมหานคร 23 ดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลเรียกคืนเงินภาษีดังกล่าวภายในกำหนดอายุความต่อไป โดยกรมสรรพากรมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยกรณีผิดนัดได้ ตามมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

          1.2 เมื่อห้างฯ ประกอบกิจการให้บริการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ห้างฯ จึงมิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษี ตามมาตรา 86/13 วรรคแรก แห่งประมวลรัษฎากร การที่ห้างฯ ได้ออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิออกตามกฎหมาย

               ห้างฯ ต้องรับผิดในภาษีมูลค่าเพิ่มตามจำนวนที่ปรากฏในใบกำกับภาษี ตามมาตรา 86/13 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร พร้อมเบี้ยปรับอีกสองเท่าของจำนวนภาษีตามใบกำกับภาษี ตามมาตรา 89(6) แห่งประมวลรัษฎากร และมีความรับผิดทางอาญาตามมาตรา 90/4(3) แห่งประมวลรัษฎากร 

                สำหรับผู้ประกอบการจดทะเบียนอื่นๆ ที่ได้รับใบกำกับภาษีดังกล่าวไม่มีสิทธินำภาษีซื้อไปใช้ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร เนื่องจากเป็นภาษีซื้อต้องห้าม ตามมาตรา 82/5(5) แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าว จึงต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 เพิ่มเติม เพื่อปรับปรุงภาษีซื้อให้ถูกต้องต่อไป ตามมาตรา 83/4 แห่งประมวลรัษฎากร โดยต้องรับผิดชำระภาษีเพิ่มเติมพร้อมทั้งเบี้ยปรับ ตามมาตรา 89(3) มาตรา 89(4) และเงินเพิ่ม ตามมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร

              นอกจากนี้การนำใบกำกับภาษีที่ออกโดยบุคคลผู้ไม่มีสิทธิออกตามกฎหมายไปใช้ในการคำนวณภาษี ต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของจำนวนภาษีตามใบกำกับภาษี ตามมาตรา 89(7)แห่งประมวลรัษฎากรด้วย

           และหากผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวมีเจตนานำใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไปใช้ในการเครดิตภาษี โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นใบกำกับภาษีที่ออกโดยบุคคลผู้ไม่มีสิทธิออกตามกฎหมายมีความรับผิดทางอาญาตามมาตรา 90/4(7) แห่งประมวลรัษฎากร

          2. กรณีภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในข้อ 1 ตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์2553 ซึ่งเป็นวันที่ห้างฯ ประกอบกิจการให้บริการรักษาพยาบาลของสถานพยาบาลตามกฎหมาย ว่าด้วยสถานพยาบาล เข้าลักษณะเป็นการให้บริการรักษาพยาบาลของสถานพยาบาล ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (1) (ญ) แห่งประมวลรัษฎากร และห้างฯ ไม่มีสิทธิแจ้งต่ออธิบดีกรมสรรพากรเพื่อจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 81/3 แห่งประมวลรัษฎากร

                การที่ห้างฯ ได้เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้รับบริการ และได้ยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีมูลค่าเพิ่มไว้แล้ว

                ถือว่า

        1.  เป็นการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มไว้โดยผู้ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีแต่ได้ชำระภาษีไว้
        2. ห้างฯ จึงมีสิทธิขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ ตามมาตรา 84/1(2) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 4(5) ของระเบียบกรมสรรพากรว่าด้วยการคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม พ.ศ. 2539 สำหรับผู้รับบริการไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายกำหนดให้ขอคืนจากกรมสรรพากรได้ ผู้รับบริการจึงต้องขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มจากห้างฯ ที่เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้รับบริการโดยตรง ดั'นั้น ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ห้างฯ ได้เรียกเก็บจากผู้รับบริการ โดยปราศจากมูลที่จะอ้างกฎหมายได้ และทำให้ผู้รับบริการเสียเปรียบอันเป็นลาภมิควรได้ ห้างฯ มีหน้าที่ตามกฎหมายต้องคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่เรียกเก็บให้กับผู้รับบริการ ตามมาตรา 406 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
       3.  ห้างฯ จึงไม่ต้องนำภาษีมูลค่าเพิ่มที่ห้างฯ ได้เรียกเก็บจากผู้รับบริการมารวมคำนวณเป็นรายได้ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล  ตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร แต่
       4. ห้างฯ มีสิทธินำภาษีซื้อที่ถูกผู้ประกอบการจดทะเบียนเรียกเก็บเนื่องจากการซื้อสินค้า หรือรับบริการ เพื่อนำมาใช้ในการประกอบกิจการสถานพยาบาลดังกล่าวตามมาตรา 82/4 แห่งประมวลรัษฎากร มาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิของห้างฯ ตามมาตรา65 ตรี (6 ทวิ) แห่งประมวลรัษฎากร

เลขที่หนังสือ: กค 0702/พ/245
วันที่: 14 มกราคม 2558
เรื่อง: ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย กรณีเงินได้จากการประกอบวิชาชีพอิสระ การประกอบโรคศิลปะ
ข้อกฎหมาย: มาตรา 40(6) มาตรา 40(2) และมาตรา 50(1) แห่งประมวลรัษฎากร
ข้อหารือ          1. บริษัทฯ เรียกเก็บค่าบริการ เช่น ค่าบริหารจัดการ ค่าอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ทางการแพทย์ ค่าบุคลากรทางการแพทย์ ค่าบำรุงรักษาสถานที่ที่ใช้ในการตรวจรักษาผู้ป่วย จากแพทย์ซึ่งเข้ามาใช้สถานที่ของโรงพยาบาล ซึ่งเป็นไปตามข้อตกลงในสัญญาระหว่างแพทย์กับบริษัทฯ โดยเรียกเก็บในอัตราร้อยละ 15 ของค่าตรวจรักษา
          2. แพทย์เข้าทำงานให้กับบริษัทฯ แบบเต็มเวลา (Full Time) มีอิสระในการตรวจรักษาโดยทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามนโยบายการตรวจรักษาคุณภาพของบริษัทฯ และมีความเป็นอิสระในการคิดค่าตรวจรักษาตามความเชี่ยวชาญของแพทย์แต่ละคนตามข้อกำหนดของแพทยสภา และต้องรักษามาตรฐาน จรรยาบรรณ กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ แนวปฏิบัติที่หน่วยราชการหรือหน่วยงานการแพทย์หรือวิชาชีพได้กำหนดควบคุมให้แพทย์ต้องรับผิดชอบในความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการตรวจรักษา โดยแพทย์ซึ่งเข้าทำการตรวจรักษาผู้ป่วยของบริษัทฯ มีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับเงินได้พึงประเมิน ซึ่งประกอบด้วย
               - ค่าบริการที่แพทย์ต้องจ่ายให้กับบริษัทฯ ในอัตราร้อยละ 15 ของค่าตรวจรักษา
               - ค่าใช้จ่ายในการพัฒนาความรู้ของแพทย์ เพื่อให้สามารถรักษาผู้ป่วยให้มีคุณภาพ
               - ค่าใช้จ่ายในการเดินทางเพื่อเข้าปฏิบัติงาน
               - ค่าใช้จ่ายอื่นๆ
          3. ตามหลักฐานการออกใบเสร็จรับเงินให้กับลูกค้า และการบันทึกบัญชีรับรู้รายได้ทางธุรกิจ บริษัทฯ ได้บันทึกบัญชีรับรู้รายได้ค่าตรวจรักษาเป็นรายได้ของบริษัทฯ ทั้งจำนวน ซึ่งบริษัทฯ ได้ปฏิบัติเป็นไปตามข้อเท็จจริงของธุรกิจและบันทึกบัญชีเป็นไปตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 18 (ปรับปรุง 2555) เรื่อง รายได้ โดยบริษัทฯ มิได้มีการเรียกเก็บค่าตรวจรักษาแทนแพทย์แต่อย่างใด จึงขอหารือว่า
               1. รายรับที่บริษัทฯ ได้รับจากแพทย์ตามข้อ 1. ที่กล่าวมาข้างต้น เข้าลักษณะเป็นค่าบริการตามมาตรา 77/1 (10) แห่งประมวลรัษฎากร ใช่หรือไม่ และหากใช่ รายรับค่าบริการดังกล่าวที่เกินมูลค่าฐานภาษีกิจการขนาดย่อม บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและต้องนำรายรับค่าบริการมารวมคำนวณเป็นรายรับเพื่อยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีด้วยใช่หรือไม่
               2. เงินได้ที่แพทย์ได้รับจากบริษัทฯ เป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (6) แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อบริษัทฯ จ่ายค่าตอบแทนให้กับแพทย์จึงต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามข้อ 7 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 ใช่หรือไม่
แนววินิจฉัย          กรณีบริษัทฯ ได้มีการบันทึกบัญชีตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 18 (ปรับปรุง 2555) เรื่อง รายได้ โดยบริษัทฯ บันทึกบัญชีรับรู้รายได้ค่าตรวจรักษาเป็นรายได้ของบริษัทฯ ทั้งจำนวน และออกใบเสร็จรับเงินให้ผู้ป่วยในนามของบริษัทฯ แล้วแบ่งเงินค่าตรวจรักษาให้แพทย์ จึงถือว่าบริษัทฯ มิได้มีการเรียกเก็บค่าตรวจรักษาแทนแพทย์แต่อย่างใด และการที่บริษัทฯ ได้บันทึกบัญชีเป็นรายจ่ายของบริษัทฯ ย่อมแสดงให้เห็นว่าบริษัทฯ เป็นผู้จ่ายเงินได้ให้แพทย์โดยตรง ดังนั้น แพทย์จึงมิได้มีนิติสัมพันธ์ทางการเงินกับผู้ป่วยโดยตรง แต่เป็นเพียงผู้เรียกเก็บค่าตรวจรักษาจากผู้ป่วยแทนบริษัทฯ เท่านั้น ดังนั้น เงินได้ของแพทย์ดังกล่าว จึงมิใช่เงินได้ตามมาตรา 40 (6) แห่งประมวลรัษฎากรแต่อย่างใด แต่ถือว่าเงินได้ของแพทย์ดังกล่าวเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อบริษัทฯ จ่ายค่าตอบแทนดังกล่าว บริษัทฯ จึงมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากรดังนั้น เมื่อค่าตอบแทนที่แพทย์ได้รับถือเป็นเงินได้เนื่องจากการรับทำงานให้ มิใช่เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (6) แห่งประมวลรัษฎากร การที่แพทย์ใช้อุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ทางการแพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ และสถานที่ที่ใช้ในการตรวจรักษาผู้ป่วยของบริษัทฯ จึงเป็นการใช้เนื่องจากการรับทำงานให้บริษัทฯ ไม่ใช่การให้บริการของบริษัทฯ ตามมาตรา 77/1 (10) แห่งประมวลรัษฎากรแต่อย่างใด
เลขตู้: 78/39462

clear-gif

เลขที่หนังสือ: กค 0702/1703
วันที่: 4 มีนาคม 2553
เรื่อง: ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรณีเงินได้จากวิชาชีพอิสระ การประกอบโรคศิลปะ
ข้อกฎหมาย: มาตรา 40(1) มาตรา 40(2) และมาตรา 40(6) แห่งประมวลรัษฎากร
ข้อหารือ          นาย ก. ได้รับเงินเดือนและได้รับเงินจากการตรวจรักษาผู้ป่วยที่ คลินิกพิเศษนอกเวลาราชการของโรงพยาบาล โดยมี หนังสือข้อตกลงการประกอบโรคศิลปะ ซึ่งแพทย์เป็นผู้เรียกเก็บค่าตรวจรักษาจากผู้ ป่วยและมีการตกลงแบ่งรายได้จากค่าตรวจ รักษาให้โรงพยาบาลตามอัตราส่วนที่กำหนด เงินรายได้จากการตรวจรักษาผู้ป่วยที่คลินิก พิเศษนอกเวลาราชการดังกล่าว คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลได้มีเอกสารรับรองเป็นค่าตอบแทนจากการประกอบวิชาชีพอิสระ ตาม มาตรา 40(6) แห่ง ประมวลรัษฎากร ซึ่งนาย ก.ได้ยื่นเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของปีภาษี 2551 แล้ว แต่เมื่อเดือนกันยายน 2552 นาย ก. เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 40(2) แห่งประมวลรัษฎากร นาย ก.จึงขอทราบว่า เงินได้จากการตรวจผู้ป่วยในคลินิกพิเศษนอก เวลาราชการเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทใด
แนววินิจฉัย          1. หากค่าตอบแทนที่แพทย์ได้รับเนื่องจากการจ้างแรงงาน ค่า ตอบแทนดังกล่าว ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) แห่งประมวลรัษฎากร แม้ว่างานที่ปฏิบัตินั้นจะใช้วิชาการทางการประกอบ โรคศิลปะอันเป็นวิชาชีพอิสระก็ตาม และเงินได้เนื่องจาก การจ้างแรงงาน หมายรวมถึง เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใดๆ บรรดาที่ได้รับ เนื่องจากการจ้างแรงงาน
          2. หากค่าตอบแทนที่แพทย์ได้รับเนื่องจากหน้าที่หรือ ตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ ซึ่งรวมถึง เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใดๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งที่ทำหรือ จากการรับทำงานให้ ไม่ว่าหน้าที่หรือตำแหน่งงานหรืองานที่ รับทำให้นั้นจะเป็นการประจำหรือชั่วคราว ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตาม มาตรา 40(2) แห่งประมวลรัษฎากร
          3. สำหรับค่าตอบแทนที่แพทย์ได้รับ ซึ่งจะถือเป็นเงินได้ พึงประเมินตามมาตรา 40(6) แห่งประมวลรัษฎากร ต้องปรากฏว่าแพทย์ได้เปิดคลินิกรักษาคนไข้เป็นการส่วนตัว หรือแพทย์ทำสัญญาหรือ ตกลงกับสถานพยาบาลเพื่อขอใช้สถานที่ เครื่องมือและ อุปกรณ์เพื่อประกอบโรคศิลปะในนามของแพทย์ เพื่อตรวจและรักษาผู้ป่วยโดย แพทย์เป็นผู้เรียกเก็บค่าตรวจรักษาเองและมีข้อตกลงแบ่งเงินค่าตรวจรักษาที่ได้รับจากผู้ป่วยให้แก่สถานพยาบาลเป็นลายลักษณ์อักษร หรือแพทย์ทำสัญญาหรือตกลงกับ สถานพยาบาลเพื่อขอใช้สถานที่เครื่องมือและอุปกรณ์เพื่อประกอบโรคศิลปะในนามของแพทย์เพื่อ ตรวจและรักษาผู้ป่วย และมี ข้อตกลงแบ่งเงินค่าตรวจรักษาที่ได้รับจากผู้ป่วย โดยสถานพยาบาลเป็นผู้เรียกเก็บค่าตรวจรักษาแทนแพทย์ แล้วนำมาจ่ายให้กับแพทย์เพื่อแบ่งรายได้ให้สถานพยาบาล เงินได้ที่แพทย์เรียกเก็บจากผู้ป่วยทั้งจำนวนเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (6) แห่งประมวลรัษฎากร มิใช่เฉพาะส่วนแบ่งที่เหลือหลังจากหักส่วนแบ่งของสถานพยาบาลออก
          กรณีตามข้อเท็จจริง หากนาย ก.ทำสัญญาหรือข้อตกลงกับ มหาวิทยาลัยมหิดลเพื่อขอใช้สถานที่ เครื่องมือและอุปกรณ์ เพื่อประกอบโรคศิลปะในนามของนาย ก. เพื่อตรวจและรักษาผู้ป่วย และมีข้อ ตกลงแบ่งค่าตรวจรักษาที่ได้รับจากผู้ป่วย โดย มหาวิทยาลัยมหิดลเป็นผู้เรียกเก็บค่าตรวจรักษาแทนนาย ก. แล้วนำมาจ่ายให้กับนาย ก. เพื่อ แบ่งรายได้ให้มหาวิทยาลัยมหิดลต่อไป เงินได้ที่นาย ก.เรียกเก็บจากผู้ป่วยทั้งจำนวนเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(6) แห่งประมวล รัษฎากร มิใช่เฉพาะ เงินส่วนแบ่งที่เหลือหลังจากหักส่วนแบ่งของมหาวิทยาลัยมหิดลออกแล้ว
เลขตู้: 73/37159

สำนักงานบัญชี BEE - Accountant @beeaccountant
บริษัท บี.อี. แอคเคาน์ติ้ง เซอร์วิสเซส จำกัด ติดต่อ TEL 091-830-3543 ให้บริการ รับทำบัญชี รายเดือน รับทำรายปี จัดทำภาษี รายเดือน จัดทำภาษีรายปี และตรวจสอบบัญชี สำหรับกิจการนิติบุคคล หรือบุคคลธรรมดาทุกประเภทกิจการ
Click Here
ประเภทกิจการรับ ทำบัญชี
กิจการซื้อมาขายไป กิจการบริการ กิจการผลิต
ร้านทอง ร้านยา จำหน่าย รถยนต์ รถจักรยานยนต์ อัญมณี นำเข้า ส่งออก Agency ทัวร์ อสังหาริมทรัพย์ สิ่งพิมพ์ เครื่องจักร ขนส่ง จัดหาพนักงาน นายหน้า ประกันชีวิต ประกันวินาศภัย คลินิก ความงาม ทันตกรรม ผลไม้ พื้นที่เช่า Co working space อาหาร รับเหมา เครื่องจักร ธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมายทุกประเภท
Click Here
ข้อดีของบริการ รับทำบัญชี ของสำนักงานบัญชี
ผู้ประกอบการได้ทุ่มเททรัพยากรทั้งหมดไปที่ธุรกิจหลักของกิจการได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ​ ควบคุมค่าใช้จ่ายของกิจการ ประมาณการวางแผนงบประมาณได้ดี
สำนักงาน update ความรู้และ เทคโนโลยีให้ทันกับหน่วยงานต่างๆ เช่น กรมสรรพากร
ธุรกิจการต่างๆ เช่น ร้านค้าออนไลน์ กิจการซื้อมาขายไป กิจการผลิต กิจการนายหน้าประกันชีวิต นายหน้าประกันวินาศภัย (ตามกฎ OIC)​
Designed by pch.vector / Freepik
รับทำบัญชี
Click Here
Previous
Next

การค้นหาที่เกี่ยวข้องกับ ระบบบัญชีคลินิก โปรแกรมคลินิก 2021 ตัวอย่างระบบคลินิก โปรแกรมคลินิก thaiclinic โปรแกรมคลินิก pantip โปรแกรมบริหารงานคลินิก วางระบบบัญชี ราคา แบบ ฟอร์ม ตัวอย่าง การ วาง ระบบ บัญชี ขายโปรแกรมคลินิก การทำบัญชีคลินิก ทําบัญชีบริษัทเอง ตัวอย่าง การ ทำ บัญชี บริษัท การเสียภาษีคลินิก การ ยื่น ภาษี คลินิก ทําบัญชี หจก เอง การบันทึกบัญชีห้างหุ้นส่วนจํากัด การ บันทึก บัญชี ธุรกิจ ขนส่ง วิธีทำบัญชี

Bee-Accountant service

Our mission

Bee Accountant ยึดมั่นในความถูกต้อง โปร่งใส ตรงเวลา งานได้คุณภาพ ตรวจสอบได้จากทุกหน่วยงาน เช่น กรมสรรพากร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า  คปภ และหน่วยงานอื่นๆ

บริษัท บี.อี. แอคเคาน์ติ้ง เซอร์วิสเซส จำกัด
สำนักงานใหญ่ TAX ID 0105561120432

Contact us

Post Views: 7,723

BeE Accountant

we'd love to have your feedback on your experience so far